วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

[QZGS fic] Valentine Event

Fic - QuanZhiGaoShou เทพยุทธ์ เซียน Glory


Valentine Event
เยี่ยซิว&หวงเส้าเทียน
โนเนต้า โนไทม์ไลน์ โนสาระ

*โด๊ปกาวแล้วเมาเขียน*





"PKPKPKPKPKPK!"

ข้อความจาก QQ เด้งขึ้นมาระหว่างที่เยี่ยซิวกำลังออนไลน์กลางดึก เขาเหลือบตามองเพียงครู่ พอเห็นว่าเป็นใครก็พรมนิ้วตอบกลับไปสั้นๆ อย่างรวดเร็ว

"ไม่ว่าง"

"ทำไรอยู่ ทำไรอยู่ ทำไรอยู่ เมื่อไหร่จะว่าง เมื่อไหร่จะว่าง เมื่อไหร่จะว่าง" อีกฝ่ายตอบกลับมาเร็วเช่นกัน

"เก็บอีเวนท์อยู่"

หวงเส้าเทียนขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกได้ว่าเดือนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์ มีเทศกาลวาเลนไทน์ และกลอรี่ก็มีอีเวนท์เก็บช็อกโกแลตจากมอนสเตอร์ไปแลกกล่องของขวัญวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นกล่องสุ่มไอเทมต่างๆ ตั้งแต่ยาฟื้นพลัง ยาเสริมพลัง ขยะ ไปจนถึงวัตถุดิบหายากและอุปกรณ์สวมใส่

"เชี่ยๆๆ! นายเห็นอีเวนท์เก็บช็อกโกแลตดีกว่าฉันเรอะ!"

"ไว้หมดอีเวนท์ก่อน" เยี่ยซิวตอบกลับสั้นๆ เหมือนเดิม

“อีเวนท์บ้าบอไว้ค่อยมาทำต่อไม่ได้หรือไง ตอนนี้ฉันว่าง เร็วๆ มาสู้กันหน่อย มาสู้กัน มาสู้กัน!”

เมื่อเห็นเยี่ยซิวไม่ตอบ หวงเส้าเทียนก็เคาะคีย์บอร์ดรัวส่งข้อความไปอีกชุดใหญ่ เยี่ยซิวเหลือบมองเห็นมีแต่ถ้อยคำขยะก็ไม่สนใจ

"ไว้หมดอีเวนท์ก่อน"

"เชี่ย!!"

"ไว้หมดอีเวนท์ก่อน"

หวงเส้าเทียนรู้ว่าตัวเองเจอข้อความอัตโนมัติเข้าให้อีกแล้ว แต่ก็ยังรัวส่งข้อความต่อไปอีกสองสามครั้งอย่างหงุดหงิด จากนั้นจึงเปิดหน้าต่างรายชื่อเพื่อนหาซูมู่เฉิง เมื่อเห็นว่าเธอออนไลน์อยู่
ก็รัวข้อความไป

"เรียกเยี่ยชิวมาสู้กับฉันหน่อยๆๆๆ"

"เรียกเองสิ"

"ปิด QQ หนีไปแล้ว!"

"อ้อ" ซูมู่เฉิงตอบกลับมาคำเดียว

"....." หวงเส้าเทียนส่งจุดไป แต่ไร้ข้อความตอบ

"........."

".............."

"..................."

"มีอะไรอีก!" ในที่สุดซูมู่เฉิงก็ทนไม่ไหว

"เรียกเยี่ยชิวมาสู้กับฉันหน่อย เรียกเยี่ยชิวมาสู้กับฉันหน่อย!"

"ไม่ว่าง!"

"อย่าบอกนะว่าเก็บช็อกโกแลต"

"ก็รู้นี่ ไว้หมดอีเวนท์ก่อน"

"เชี่ยๆๆ พี่น้องตัวแสบ! ไปเรียกเยี่ยชิวมาสู้กับฉันก่อน! แป๊บเดียวน่า สองสามตาเอง! เร็วสิ เร็วสิ เร็วสิ เร็วสิ เร็วสิ"

"ไว้หมดอีเวนท์ก่อน"

"เชี่ย!"

"ไว้หมดอีเวนท์ก่อน"

"เชี่ยๆๆ!!! พวกเธอต้องบ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วแน่ๆ เห็นอีเวนท์เก็บช็อกโกแลตปัญญาอ่อนสำคัญกว่าฉันเรอะ ฉันอุตส่าห์ว่างมาเล่นด้วยนะ!"

"ไว้หมดอีเวนท์ก่อน"

หวงเส้าเทียนรัวคำด่าทิ้งไว้ใน QQ ของซูมู่เฉิง จากนั้นจึงออกจากโปรแกรมแล้วล็อคอินเข้าตัวละครหลิวมู่ สาเหตุที่เขายังเก็บการ์ดตัวละครใบนี้ไว้ก็เพื่อจะได้ติดต่อเยี่ยชิวได้ง่ายนี่แหละ

เมื่อเห็นจวินม่อเซี่ยวออนไลน์ หวงเส้าเทียนก็ทักไปทันที

“เท่าไหร่”

“อะไรเท่าไหร่” เยี่ยซิวถามกลับ

“นายต้องการช็อกโกแลตเท่าไหร่!”

“ก็เยอะอยู่”

“ที่ว่าก็เยอะน่ะมันเท่าไหร่เล่า! รีบบอกมา! นายจะได้เลิกงมโข่งอยู่กับอีเวนท์ปัญญาอ่อนนี่สักทีแล้วไปสู้กับฉัน! บอกมา บอกมา บอกมา!”

“แปดร้อยชิ้น”

หวงเส้าเทียนแทบสำลักน้ำลายตัวเอง มือพรมแป้นพิมพ์ด่าไปโดยอัตโนมัติ

“เอาไปทำบ้าอะไรตั้งแปดร้อย! อีเวนท์นี้ฉันเห็นใช้ช็อกโกแลตแลกมากสุดแค่สองร้อยชิ้น! นายโกหกใช้ไหม โกหกใช่ไหม โกหกใช่ไหม!”

ไอเทมกล่องสุ่มของขวัญวาเลนไทน์มีสามระดับคือระดับต่ำ กลาง และสูง โดยระดับของกล่องสุ่มที่แลกได้จะขึ้นอยู่กับช็อกโกแลตที่รวบรวมมาแลก กล่องสุ่มระดับต่ำใช้ช็อกโกแลตห้าสิบชิ้น กล่องสุ่มระดับกลางใช้ช็อกโกแลตหนึ่งร้อยชิ้น และกล่องสุ่มระดับสูง ใช้ช็อกโกแลตสองร้อยชิ้น เยี่ยซิวเก็บช็อกโกแลตถึงแปดร้อยชิ้นแปลว่าเขาต้องแลกกลุ่มสุ่มระดับสูงได้อย่างน้อยสี่กล่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องกำลังหมายตาวัตถุดิบหายากที่มีโอกาสสุ่มได้ในกล่องสุ่มระดับสูงอยู่แน่ๆ

“ฉันพูดจริง ไว้สู้กันวันหลังนะ!”

จากนั้นหวงเส้าเทียนก็ถูกเมินโดยสมบูรณ์ ด้วยความหงุดหงิด หวงเส้าเทียนจึงบังคับหลิวมู่ให้พุ่งเข้าใส่มอนสเตอร์ จัดสกิลชุดใหญ่ให้ พริบตาเดียวมอนสเตอร์ตัวนั้นก็ลงไปนอนเป็นศพอยู่ที่พื้นพร้อมดรอปช็อกโกแลตสีชมพูมาให้สองชิ้น

หวงเส้าเทียนเก็บช็อกโกแลตขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้ววิ่งเข้าใส่มอนเตอร์ตัวถัดไปต่อ รัวสกิลหนึ่งชุด ได้ช็อกโกแลตมาอีกสองชิ้น

หลิวมู่ยังคงเดินเข้าหามอนสเตอร์ตัวถัดไป คราวนี้หวงเส้าเทียนลากมอนสเตอร์มาสี่ตัว ฟาดรัวๆ ไม่กี่ทีก็ได้ช็อกโกแลตมาอีกเกือบสิบชิ้น...

เวลาผ่านไป เยี่ยซิวส่งซูมู่เฉิงเข้านอนแล้วเหลือบเห็นตัวละครหลิวมู่ในรายชื่อเพื่อนยังออนไลน์อยู่ก็แปลกใจ กลอรี่ไม่ใช่เกมที่จะออนตัวละครทิ้งไว้พร่ำเพรื่อได้ จึงลองทักไปถาม

“นายทำอะไรอยู่”

“ฉันรอนายอยู่ เก็บช็อกโกแลตเสร็จหรือยัง ได้เท่าไหร่แล้ว เท่าไหร่ๆๆ” หวงเส้าเทียนตอบกลับแทบจะทันที

“อีกครึ่งนึง”

“เชี่ย!”

“ทำไมยังไม่นอน” เยี่ยซิวถาม ปกตินักกีฬาอาชีพมีตารางซ้อมที่แน่นอน และนักกีฬาอาชีพควรดูแลสุขภาพ ไม่ควรนอนดึก

“ฉันรอนายอยู่ เข้าใจไหม ฉันรอนายอยู่ ฉันรอนายอยู่!”

“บอกแล้วว่าไว้วันหลัง! ไปนอนได้แล้ว”

“รู้น่า! อีกแป๊บนึง! ตอนนี้นายอยู่ตรงไหน”

“2246,3065” เยี่ยซิวแจ้งพิกัด

“เดี๋ยวไปหา รอแป๊บ!”

“เหอะๆ บอกแล้วไงว่าไม่ว่าง นายกินนมแล้วไปนอนซะ”

“นายสิกินนมแล้วไปนอน! เดี๋ยวฉันไปหา อย่าหนีไปไหน!”

เยี่ยซิวตีมอนสเตอร์รอ ซูมู่เฉิงไปนอนแล้ว วันนี้เขาไม่ได้ชวนคนอื่นๆ มาเล่นด้วยเนื่องจากเขาต้องการเก็บช็อกโกแลต ตอนนี้จึงตีมอนสเตอร์อยู่คนเดียว ไม่นาน ตัวละครจอมยุทธ์ดาบก็วิ่งเข้ามาในจอแล้วหยุดยืนข้างหน้าจวินม่อเซี่ยว ตะโกนว่า "มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว!" ก่อนจะกดส่งคำขอแลกเปลี่ยนมา

"นี่อะไร" เยี่ยซิวถามพร้อมกดรับคำขอแลกเปลี่ยน

สิ่งที่หวงเส้าเทียนเทรดมาให้เป็นกล่องสุ่มของขวัญวาเลนไทน์ระดับสูงสองกล่อง เยี่ยซิวกดรับมาอย่างไม่ลังเล

"พอหรือยัง! มาสู้กับฉันได้แล้ว! เร็ว เร็ว เร็ว เร็ว ไปรอที่สนามประลองเร็ว!"

"ฉันยังไม่ได้บอกสักคำว่าเก็บครบแล้วจะสู้ด้วย ไว้หลังอีเวนท์น่า ไปนอนได้แล้ว ถ้าเหวินโจวรู้ว่านายตาดำเป็นหมีแพนด้าไปซ้อมแล้วโดนด่าฉันไม่รู้ด้วยนะ"

หวงเส้าเทียนเหลือบมองนาฬิกาแล้วสะดุ้งโหยง เหมือนเขาจะตีมอนสเตอร์เพลินจนลืมเวลา

"เชี่ยๆๆ! นายมันหน้าไม่อาย! เพราะนายไม่ยอมสู้กับฉันไม่ใช่หรือไงฉันเลยต้องมาเสียเวลาขนาดนี้ แล้วนายยังจะมีหน้าเอากัปตันมาขู่ฉันอีก! หน้าไม่อาย! อีเวนท์หมดเมื่อไหร่นายห้ามเบี้ยวเด็ดขาด! ถ้านายเบี้ยวอีกฉันจะไปหานายถึงร้านเลย จำไว้!" จากนั้นหวงเส้าเทียนก็รีบร้อนออฟไลน์ไป

เยี่ยซิวยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเปิดช่องสัมภาระของจวินม่อเซี่ยว กดสุ่มกล่องของขวัญวาเลนไทน์ทั้งสองกล่อง ไอเทมที่ได้รับคือวัตถุดิบหายากที่เยี่ยซิวกำลังต้องการพอดี และยังมีวัตถุดิบชั้นสูงที่แม้เขาไม่ได้ใช้ก็ยังสามารถขายได้ราคาด้วย ไม่รู้ว่าเขาโชคดีมากหรือหวงเส้าเทียนนำโชคมาให้ แต่เขารู้สึกว่าอีเวนท์วาเลนไทน์ครั้งนี้ช่างคุ้มค่าเหลือเกิน

เยี่ยซิวจุดบุหรี่ ขณะเดียวกันก็จุดยิ้มที่มุมปากด้วย




-----------------------------------------

จงหาความเชื่อมโยงฟิคนี้กับวาเลนไทน์............ก็อีเวนท์วาเลนไทน์ไงล่ะ!!! //วาเลนไทน์ต้องเป็นเรื่องของความรักไม่ใช่หรอ-- หนุ่มติดเกมใครเขาจะเอาเป็นแฟนกัน ถ้าไม่เป็นแฟนกันซะเอง-- บู่ววววว

เส้าเทียนเขียนเหนื่อยมาก ฉันคิดถ้อยคำขยะไม่ออก

ว่าจะไม่แต่งแล้วนะวาเลนไทน์เนี่ย ฮืออออ @Kaeose บอกขอฟิคใสใส ละมุนๆ หน่อย อ่ะ นี่แหละใสใส ส่วนละมุนตัดไปเถอะ-- //ละมุนคืออัลไลลลล ผลไม้หรือเปล่าาาา




วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

[QZGS fic] Go shopping


Fic - QuanZhiGaoShou เทพยุทธ์ เซียน Glory


Go Shopping
No paring
...just go shopping

ฟิคละเมอพิมพ์
จะว่าเกิดจากลายเข็มกลัดเพื่อนสาวช็อปปิ้งของไอม่อนก็ได้
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการแต่งฟิคเฟติชมือพี่เยี่ย!

-------

วันนี้เยี่ยซิวตื่นเร็วเป็นพิเศษ เฉินกั่วเห็นเขาเดินลงมาจากชั้นสองเมื่อตอนบ่ายสาม ซึ่งปกติแล้วเธอจะเห็นเขาเข้านอนตอนเที่ยงแล้วตื่นตอนสองทุ่ม เรียกได้ว่าเธอกับเขาใช้ชีวิตสวนทางกัน ยามเธอตื่น เยี่ยซิวจะหลับ ยามเธอหลับ เยี่ยซิวก็เข้ากะเฝ้าร้าน

ถือเป็นโอกาสดีที่มนุษย์นกฮูกคนนี้ตื่นตอนกลางวัน เฉินกั่วตรงเข้าไปหาเยี่ยซิว ชวนเขาให้ไปช่วยถือของ เธอจะออกไปช็อปปิ้งซื้อของเข้าร้านเสียหน่อย

"เจ้านาย ทำไมคุณไม่สั่งของมาส่งที่ร้านเอาล่ะ" เยี่ยซิวถาม

"เอาแต่เฝ้าร้านน่าเบื่อจะตาย นายไม่คิดจะออกไปดูสังคมภายนอกบ้างเลยหรือยังไง ฉันให้ชั่วโมงละร้อยหยวน จะไปไม่ไป"

เยี่ยซิวไม่โอดครวญอีก เดินตามเฉินกั่วไปเป็นเบ๊ถือของอย่างว่าง่ายที่ห้างสรรพสินค้าไม่ไกล โดยมีถังโหรวติดสอยห้อยตามมาด้วย

ในโลกแห่งความจริง ผู้หญิงกับการช็อปปิ้งย่อมเป็นของคู่กัน เฉินกั่วคราแรกบอกจะซื้อของเข้าร้านกลับกลายเป็นว่าเดินจูงมือยัยหนูถังโหรวเดินเข้าร้านเสื้อผ้ารองเท้าเป็นว่าเล่น เยี่ยซิวรู้สึกว่าเขาหลุดมาในโลกที่ไม่รู้จัก โลกอีกใบที่ไม่ใช่โลกของเขา โลกของเขาคือโลกแห่งกลอรี่ ถ้ามีใครมาถามเสื้อตัวไหนดี หรือรองเท้าคู่ไหนสวย เขาคงเลือกจากค่าสถานะ แต่นี่คือโลกแห่งความจริง เสื้อผ้ารองเท้าไม่มีค่าสถานะบอก เขาถึงกับออกความเห็นไม่เป็นเมื่อจู่ๆ ก็ถูกถามว่าบู๊ตหุ้มแข้งกับบู๊ตหุ้มข้อแบบไหนดีกว่ากัน สุดท้ายเยี่ยซิวชี้ไปที่รองเท้าคู่หนึ่งบนชั้น มันเป็นบู๊ตยาวที่สามารถพับให้เป็นบู๊ตสั้นได้ เฉินกั่วถลึงตาใส่เขาแล้วไม่ขอความเห็นอะไรอีกเลย ส่วนถังโหรวหันมาอมยิ้มให้อย่างขบขัน

เยี่ยซิวยักไหล่อยากไม่ใส่ใจ รู้สึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาแต่ก็ยอมทนเพื่อชั่วโมงละร้อยเหรียญ ผ่านไปเกือบสิบร้าน เฉินกั่วได้ถุงมาห้าหกใบ ถังโหรวได้สองใบ เฉินกั่วโยนให้เขาหอบหิ้ว เขาก็ไม่บ่น จนในที่สุดเฉินกั่วก็ไปซื้อของเข้าร้านจริงๆ สักที

ของที่ว่าก็ไม่มีอะไรมาก แค่พวกเครื่องใช้สำนักงานและสมุดบัญชี ความจริงแล้วเฉินกั่วน่าจะหาเรื่องออกมาช็อปปิ้งของใช้ส่วนตัวมากกว่า เวลาผ่านไปสามชั่วโมง ในที่สุดเฉินกั่วก็พอใจ เยี่ยซิวเริ่มหน้ากระตุกนิดๆ เนื่องจากความเมื่อยล้า เขาเริ่มปวดแขน ถังโหรวเห็นใจจึงช่วยแบ่งไปถือสองสามถุง เยี่ยซิวไม่ให้เธอถือมากกว่านั้น เฉินกั่วเหลือบมองเบ๊ถือของชั่วคราวถือถุงพะรุงพะรังก็เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอซื้อเยอะไป

เยี่ยซิวหิ้วถุงรองเท้าบู๊ตจนมือแดง เธอเห็นดังนั้นก็สะอึก มือของเยี่ยซิวสวยมาก แต่ตอนนี้เกร็งจนเส้นเลือดขึ้น หูหิ้วถุงช็อปปิ้งทั้งหลายจมอยู่ในข้อนิ้วเรียวยาวของเขา เฉินกั่วแทบทนไม่ได้ที่มือสวยๆ แดงช้ำห้อเลือดไปหมด สุดท้ายก็เอ่ยปากว่าจะช่วยแล้วเข้าไปแย่งถุงมาถือครึ่งหนึ่ง

เฉินกั่วไม่ได้สังเกตสีหน้าเยี่ยซิวเลยสักนิด แต่พอแย่งถุงช็อปปิ้งมาถือเรียบร้อยแล้วก็ได้ยินเสียงเยียซิวพูดขึ้น

"เจ้านายใจดีจังเลยนะ"

เฉินกั่วพลันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นคนจ้างหมอนี่มาช่วยถือของชั่วโมงละร้อยหยวน แล้วเรื่องอะไรเธอจะต้องมาช่วยลูกจ้างถือของด้วยล่ะ

เผลอตัวซะแล้ว ก็เพราะมือสวยๆ ของเยี่ยซิวนั่นแหละที่ทำให้เธอเผลอไป เฉินกั่วเกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะโยนถุงกลับไปให้เยี่ยซิวถือตัวเองก็เป็นคนไปแย่งมาแท้ๆ แถมหมอนั่นเพิ่งจะชมเธอหมาดๆ ด้วย

ถังโหรวหัวเราะออกมาเบาๆ เฉินกั่วมองตาเขียว

"ให้ฉันช่วยถือไหม?" ถังโหรวกลั้นหัวเราะแล้วถาม

เฉินกั่วเหลือบมองมือที่เล็กบอบบางกว่ามือของเยี่ยซิวอย่างเหยียดๆ แล้วปฏิเสธหนักแน่นก่อนจะสะบัดหน้าเดินนำออกไป

ถังโหรวหัวเราะอีกครั้ง เยี่ยซิวหลุดหัวเราะตาม ทั้งคู่เดินตามเฉินกั่วกลับร้านอย่างขำขัน

เฉินกั่วสัญญากับตัวเอง จะไม่จ้างเยี่ยซิวมาเป็นเบ๊ถือของอีกเด็ดขาด



---------
แฮนด์ครีมที่ดีต้องปกป้องมือพี่เยี่ยได้
แฮนด์ครีมที่ดีคือแฮนด์ครีมนาคราชไงล่ะ!

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

[อวดของ] เซ็ตวันเกิดพี่เยี่ย!


ก๊อกๆ อะแฮ่ม

สวัสดีค่ะ นี่นาคราชเอง

นี่อาจจะเป็นบล็อกแรกที่ทำการรีวิว
(นึกถึงตอนเล่นบล็อก exteen สมัยม.ต้นเลย...)

อาจจะเพ้อเยอะนิดนึง อ่านข้ามๆ ไปเลยค่ะ (...)

เอนทรี่นี้เราจะมาอวดของ!

นั่นก็คือ เซ็ตของหลอกติ่งวันเกิดพี่เยี่ย!!

ในส่วนของรายละเอียดเรามาดูกันว่าเซ็ตนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง


(ภาพจากเว็บไซต์ cycang.com)

เซ็ตนี้ประกอบด้วยของ 4 ชิ้น นั่นคือ

1.โปสเตอร์แบบสติ๊กเกอร์(เรียกไม่ถูกค่ะ) ขนาดเท่าตัวจริงพี่เยี่ยคาเบะด้ง!
สารภาพว่าแค่เห็นอันนี้ก็ตัดสินใจเปย์....
2.พวงกุญแจเยี่ยซิวจิบิ ลายเส้นคุณ Botija
3.โปสเตอร์คู่ ทีมซิ่งซิน (สุ่มลาย มี 4 คู่)
4.กู๊ดส์อื่นๆ ที่เป็นลายพี่เยี่ย 1 ชิ้น (สุ่ม 1 จากของ 7 อย่างในรูปเลยค่ะ)


ก่อนอื่นขอเล่าก่อนเลย ว่าร้านไอม่อนเปิดให้สั่งแค่ภายในวันเกิดพี่เยี่ย

ซึ้งก็คือวันที่ 29 พ.ค.
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเปิดให้สั่ง 29 พ.ค. 10โมงเช้า-30 พ.ค.10โมงเช้า
ซึ่งเราก็หวั่นๆ จะกดทันไหมหนอ...ทำใจในส่วนนึง

แต่ก็กดทัน! ดีใจมากกกก กลับไปกินแกลบอย่างปริ่มเปรม(?)

ตอนกดนี่ก็ไม่ได้ดูละเอียดมากหรอก

แค่พอมองผ่านๆ เหมือนจะเห็นว่าเซ็ตนี้จัดส่งกลางเดือนเจ็ด
(สั่งปลายเดือน5 จัดส่งกลางเดือน7 เชียว...)

เรื่องพรีออเดอร์เราชินแล้วกับการรอ ก็รอไปค่ะ

พอมาเข้าเดือนเจ็ด ก็ตื่นเต้น ไอม่อนจะเริ่มส่งวันไหนน้า

พอกลางเดือนเจ็ด ก็สงสัย ไอม่อนส่งหรือยังน้า

ปลายเดือนเจ็ด เริ่มหวั่นใจ ไอม่อนลืมแล้วหรือเปล่าวะ...

เราก็รออีกนิดดดด จนเห็นว่ามีคนได้บ้างแล้ว เราไปเช็ค ของถึงโกดังจีนแล้ว!

ดีใจมาก ตื่นเต้น รอร๊อรอ จนถึงไทย อ่ะจ่ายเงินชิปปิ้งค่านำเข้าเสร็จ

เราเลือกให้ชิปปิ้งส่งแบบพัสดุมาให้ เพราะไม่รีบเท่าไหร่แถมถูกกว่า EMS เยอะ

ส่งมาก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร ช้าสุด 7-8 วัน เรายอมรอ

จนกระทั่งผ่านไป 13 วันหลังจากได้เลขพัสดุ...ยังไร้วี่แว่วพี่เยี่ย

@$!%#@$!%$^$%&@$!@#!@$#&^*(

พี่ไปรฯอยู่ไหน!!! เอาพี่เยี่ยฉันไปไว้ที่ไหนนนนนนนนน

เซ็งไปรฯมาก ก่อนหน้านั้นเป็นช่วงก่อนงานเต้ามู่2 พอดี

ใจเราเลยไปอยู่กับงานนั้นจนหมด หลังจากงานแล้ว พี่ไปรฯก็ยังไม่มา

จนทนไม่ไหว วันที่ 30 เราก็ฝากให้แม่ไปเช็คที่ไปรฯให้หน่อย

ปรากฏว่าของอยู่ที่ไปรฯจริงด้วย!

แม่ไปเอามาให้ ถ่ายรูปส่งมาแล้วบ่นว่าสั่งอะไรมา เกือบเอามาไม่ไหว (แม่ขี่มอ'ไซค์ค่ะ)

นี่คือพัสดุที่ส่งมา




มาเป็นแท่ง ;[ ];

คือด้วยความที่สั่งนานมาก รอมาสามเดือน เราก็ลืมๆ ไปแล้วว่าของข้างในมีอะไรบ้าง

ไม่คิดว่ามันจะมาเป็นแท่งขนาดนี้ พี่สาวถึงกับถามว่า

"สั่งดาบมาอีกแล้วเรอะ" //ไม่ใช่ดาบ! lllOrz

คิดว่าเพราะพัสดุมันยาวนั่นแหละ ไปรฯเลยไม่มาส่งสักที น่าจะรอรถตู้ส่งของใหญ่อะไรแบบนี้
ตอนที่สั่งดาบ ของยาวๆ แบบนี้เขาใส่รถตู้มาส่ง...อันที่จริงดาบที่เคยพรีรู้สึกจะสั้นกว่าแท่งนี้ด้วยซ้ำ ;-;

เราก็เดาว่าข้างในคงเป็นโปสเตอร์นั่นแหละ

เราก็รีบแกะห่อทันที

มาเป็นแท่งสามเหลี่ยมยังกะ TobleXXXe...

แกะออกมา

จ๊างงงง~~~


มาเป็นกระบอกข้าวหลามไซส์บิ๊กเบิ้ม

กระบอกใหญ่มากกกกกกก

และมีพวงกุญแจกับของสุ่มแปะมาในกล่องด้วย

ที่เห็นในรูปคงรู้แล้วเนาะว่าของสุ่มเราได้อะไร..........

ไอ้นี่มันไว้ใช่ทำอะไรคะ...

มันเหมือนซองใส่ธนบัตร หรือกระดาษยาวๆ

เป็นช่องๆ คล้ายแฟ้มใส แต่ไซส์เท่านี้ให้ใส่อะไรคะ ;=;

ฮืออออ พี่เยี่ยสูบบุหรี่น่าร้ากกกกกกกกกก

กลับมาที่กระบอกข้าวหลามกันต่อ



มีฝาปิดด้วย เป็น...อะลูมิเนียม?

ใช่หรือเปล่าไม่รู้ เรียกไม่ค่อยถูก แต่มันดีมากเลยยย

ส่วนของด้านในก็คือออออ....!!!




โปสเตอร์พี่เยี่ยคาเบะด้ง!!!!

โอยยยยย พี่ทั้งยาวและใหญ่(...)มากค่ะะะะ

แค่เห็นแค่นี้ก็รู้สึกว่าโปสเตอร์ใหญ่มากกกกกกกกก

แต่ยังค่ะยัง ยังไม่คลี่ออกมาสำรวจ เราเช็คของอย่างอื่นก่อน

แต่นแต๊นนนนนนน~~~




พวงกุญแจพี่เยี่ยยยยย น่ารักมากกกกกกก

ตอนแรกเข้าใจว่าได้พกจ.สองอัน เพราะในรูปโฆษณามีสองรูป......

แต่ความจริงมันคืออันเดียว แต่เป็นลายสองด้านต่างหาก lllOrz
(เอ๊ะ หรืออาจจะสองชิ้นจริงๆ นับชิ้นเล็กที่ห้อยข้างๆ นั่นไง...)

ไอม่อนเอ๊ย.......หลอกขายของกันนี่นา!
แล้วเปย์มั้ย.....เปย์จ้ะ

ค่ะ นับๆ ดู เอ ครบยังหว่า เหมือนมันควรมีมากกว่านี้...

เรารู้สึกว่าของไม่ครบ เพราะเราจำได้แม่นว่ามันมีโปสเตอร์คู่ด้วย!

อยู่ไหนนนนน อยู่ไหนนนนนนน

ล้วงเข้าไปในกล่อง ส่องเข้าไปในกระบอกพี่เยี่ยคาเบะด้ง

ไม่มี!! หาไม่เจอ!!!

ฉิบหายยยยย อย่าบอกนะว่ามาไม่ครบอะ!!!

วินาทีนั้น เครียด อีกแล้วหรอ ถ้าของพรีออเดอร์มาไม่ครบนี่มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้ครบ

เครียด ฮึ่ย หายได้ไงวะ ไอม่อนส่งมาไม่ครบเรอะะะ

*คว่ำกล่องสามเหลี่ยม หมายจะระบายอารมณ์และเคาะเอาบับเบิ้ลที่อุดอยู่ออกมา*

กลุกๆๆ.....กล่องโปสเตอร์คู่ร่วงลงมาในสภาพ.....

บู้บี้.....

...

..

.

.

.

.


กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!!!
แงงงงงงง ไอม๊อนนนนนนนนนน

นี่คือสภาพ...โปสเตอร์คู่...

คือกล่องโปสเตอร์มันอยู่ตรงท้ายกล่องสามเหลี่ยมที่ใส่กระบอกข้าวหลามมา

และกระบอกข้าวหลามหนักมาก โปสเตอร์คู่เลยโดนทับจนมีสภาพแบบนี้....

แต่เราว่าส่วนหนึ่งเพราะหีบห่อมันไม่ดี ดูที่ก้นกล่องโปสเตอร์คู่

ไม่มีการพับและสอดใส่(...)ให้แน่นพอ เราต้องมานั่งอุดตูดกล่องแบบงงๆ

กล่องก็แข็งมากเหมือนไม่เคยถูกพับ จะร้องไห้ โปสเตอร์คู่เป็นรอยริ้วเลย








ฮือออออออ

เสียใจ แต่ช่างมันก็ได้

ในส่วนของลายที่เราสุ่มได้นั้น...คือ....






พี่เยี่ยกับฟางรุ่ยยยยยยยย
ใครอะ ยังอ่านไม่ถึงเรย

สำหรับลายโปสเตอร์คู่เราไม่ได้มีคู่ที่อยากได้เป็นพิเศษ
แค่คิดว่าถ้าได้เปาหรงซิ่งก็น่าจะดี

แต่พอได้ยลโฉมฟางรุ่ยชัดๆ แล้วแบบว่า...

แบบ.......





แม่ขราาาาาาาาา นี่มันสเป็คผู้ชายที่หนูวชวอบบบบบบบบบบบบ!!!

แงแงแง ชอบผู้ชายแมนๆ สูงยาวเข่าดี ผมสั้น ดูสปอร์ต แงแงแง

หลงรักรอยยิ้มจากโปสเตอร์ใบนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ
บอกฉันทีเขาออกตอนที่เท่าไหร่ ฉันจะตามไปอ่านต่อ

ฮือฮือฮือ

ที่จริงแล้วไม่ต้องกางโปสเตอร์ดูก็ได้ว่าได้คู่ไหน

เพราะกล่องใส่มีลายบอกอยู่แล้ว






//แต่ฉันตื่นเต้นและลุ้นจนไม่ทันสังเกต มาเห็นตอนพับกล่องอีกที

ทีนี้เรากลับมาทีอาหารจานหลักกันบ้าง (แผล่บ!)

นั่นก็คือโปสเตอร์พี่เยี่ยคาเบะด้ง!!!

ด้ง!

ด้ง!

ด้ง!

ด้ง!

.

.

.

.

.

.

.

.

.





บล็อกแหกช่างมัน พี่เยี่ยของฉันสำคัญกว่า

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!

บอกเลยว่าจับพี่เยี่ยขึง(?)ได้เต็มเตียงเลยค่ะ!!!!

มันใหญ่มากกกกกกกกกก ยืนถือนี่ยกมือพ้นหัวขาพี่ยังลากพื้นเลย
ใช่สิ ฉันเตี้ยกว่าพี่นี่นา!

ตอนแรกจะขึงพี่กับตู้เสื้อผ้า ตู้ก็ยังเตี้ยไปอีก เลยจับพี่ขึงบนเตียงแทน แง

ฮืออออ หนูอยากโดนด้ง แต่ที่บ้านไม่มีพื้นที่ให้พี่ด้งหนู ร้องไห้หนักมาก

แต่ยังไงก็ได้พี่มาครองแล้ว แค่โปสเตอร์แผ่นนี้ก็รู้สึกคุ้มค่ามากแล้ว

เราจะไม่บ่นอะไรนายแล้วล่ะ ไอม่อน (แง)







รูปหมดแล้วค่ะ ฮือ พอดีรีบแกะถ่ายรีบเก็บ ห้องรกมา คนในบ้านก็เดินขวักไขว่

รู้สึกเกะกะไปหมด เลยเอาออกมากองรนานๆ ไม่ได้

แต่ฉันต้องเอาพี่ออกมายลอีก(หลายๆ)ครั้งแน่นอน!!

ขอบคุณทุกคนที่แวะมาเยี่ยมชมบล็อกรีวิวเพ้อเจ้อของเรานะคะ U_U

ไว้มีอะไรอยากอวดเราจะมาอวดอีก--

สวัสดีค่ะ








#เซ็ตวันเกิดพี่เยี่ย #HBDtoYeXiu #จับขึงพี่เยี่ย #พี่เยี่ยยาวและใหญ่มาก




วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

[Daomu Fic] Unexpected Journey


Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน


Unexpected Journey
แก๊งสามเหลี่ยมเหล็ก
หาสาระมิได้ มีแต่มุกกากๆ เวลาอ่านโปรดทำใจ


            ข้างๆ ชมรมผู้ศึกษาตราประทับซีเหลิ่งอิ้งเซ่อ เมืองหังโจว ผมที่กำลังอ่านนิยายเรื่อง “บันทึกนักโบราณคดี” อยู่ ถูกขัดจังหวะโดยชายแก่ตัวเตี้ย ผมขาวโพลนคนหนึ่ง

            “ที่นี่ใช่ร้านรับจ้างสารพัดหรือเปล่า” เขาถามด้วยสำเนียงจีนแปลกๆ

            ผมเหลือบมองแล้วตอบไปอย่างมืออาชีพ “ใช่ แต่ค่าจ้างแพงนะ”

            งานรับจ้างสารพัด หมายถึงต้องทำได้สารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ งานราษฎร์หรืองานหลวง แต่เนื่องจากคนส่วนมากคิดมักง่ายเกิน งานอะไรที่ขี้เกียจทำหรือไม่อยากทำก็โยนให้ร้านผมหมด หลังๆ มานี้ก็เลยต้องอัพราคาให้คุ้มค่าเหนื่อยบ้าง ถ้ายอมจ่ายหนักผมก็ยินดีรับงาน แม้จะถูกจ้างให้ไปล้างส้วมก็ตาม

            “เรื่องเงินไม่มีปัญหา คุณเรียกผมว่าเหลาต่วนก็ได้ ผมอยากให้คุณตามหาสิ่งของอย่างหนึ่ง” ชายแก่ผมขาวยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ บนกระดาษที่ค่อนข้างเก่ามีรูปที่วาดด้วยสีน้ำมันรูปหนึ่ง เป็นรูปวัตถุทรงกลมขนาดเกือบเท่าฝ่ามือ มีแสงสีขาวเรืองรองดูสวยงามเหมือนเป็นอัญมณีชนิดหนึ่ง สีพื้นหลังเป็นสีโทนเข้ม ช่วยขับให้รูปอัญมณีนั้นเปล่งประกายสมจริงยิ่งขึ้น

            “ผมไม่สามารถหาภาพถ่ายมาได้เลยต้องจ้างคนวาดเอา มันเป็นของโบราณน่ะ คนที่เคยเห็นของจริงมีแต่คนรุ่นปู่ผม แต่ยังไงภาพนี้ก็เป็นภาพที่ใกล้เคียงกับของจริงที่สุด”

            ของโบราณ? ผมนึกถึงไข่มุกราตรีที่สามารถส่องแสงได้ ผมเคยเห็นมันมาก่อน รูปร่างก็ทรงกลมคล้ายกับในรูปวาด ยิ่งนึกดูก็ยิ่งใช่ จึงอ้าปากถามดู “นี่คือไข่...”

            ยังพูดไม่จบ ตาแก่เหลาต่วนก็โพล่งขึ้น

            “มันคือเพชรอาร์เคนสโตน”

            ผมร้อง “หะ?” ออกมาคำหนึ่ง รู้สึกงงงวยอย่างยิ่งยวด ไอ้เม็ดขาวๆ ส่องแสงได้แถมเป็นของโบราณนี่มันก็มีแต่ไข่มุกราตรีไม่ใช่เรอะ

            เหลาต่วนเหมือนไม่ได้สนใจหน้าตางงๆ ของผม พูดต่อไปว่า “ค่าจ้าง ผมให้เท่านี้” เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว หนึ่งแสนหยวนงั้นเรอะ ถึงผมจะเรียกค่าจ้างแพงแต่หนึ่งแสนหยวนมันแพงเกินไปหน่อยหรือเปล่าสำหรับไข่มุกราตรีแค่เม็ดเดียว หรือตาแก่คนนี้เป็นคนมีเงิน ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ไปหาซื้อเอาตามตลาดมืด

            ผมอ้าปากจะถาม เขาก็อธิบายขึ้นมาอีก “หนึ่งล้านสำหรับค่าจ้างของคุณ”

            น้ำลายผมแทบหกออกมาจากปากที่อ้าค้าง ถามเขาทันทีด้วยความสงสัย “หนึ่งล้าน? คุณยอมจ่ายหนึ่งล้านเพื่อไข่มุกราตรีเม็ดเดียวเนี่ยนะ ของแบบนี้ผมหาตามท้องตลาดให้คุณก็ได้ แถมได้มากกว่าหนึ่งเม็ดด้วย”

            เขาสายหัว ยิ้มน้อยๆ บอกว่า “นี่คือเพชรอาร์เคนสโตน เป็นเพชรเพียงเม็ดเดียวที่ส่องแสงเปล่งประกายเป็นพิเศษอย่างไม่มีเพชรเม็ดไหนเทียบได้”

            ผมดูรูปอีกครั้ง ไม่รู้ว่าคนวาดวาดเกินจริงไปหรือเปล่า แต่มันก็เหมือนอัญมณีที่เปล่งประกายเป็นพิเศษจริงๆ นั่นแหละ ดูท่าตาแก่นี่จะหลงใหลในไข่มุกเม็ดนี้มาก ผมทำท่าเออออตามน้ำไป

            “แล้วคุณจะให้ผมเริ่มหามันจากตรงไหน”

            “ผมรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนแต่ไม่กล้าเข้าไปเลยมาจ้างคุณ”

            ตาแก่นี่ยอมจ่ายขนาดนี้ไม่ใช่งานหมูแน่ ผมเลยบอกเขาไปว่าต้องขอดูสถานที่และความเสี่ยงก่อนว่าคนของผมจะรับมือได้ไหม

            เหลาต่วนหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วเล่าตำนานของเพชรเม็ดนี้ให้ฟังว่า เพชรอาร์เคนสโตนเป็นสมบัติประจำชนเผ่าเอ่อร์ปัว บรรพบุรุษของเขาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ผมแอบแปลกใจนิดหน่อยตอนที่ได้ยินเขาเล่าว่าชนเผ่าเอ่อร์ปัวสมัยนั้นอาศัยอยู่ในภูเขาฉางไป๋ซาน ชนเผ่านี้มีความเชื่อว่าเพชรอาร์เคนสโตนมีพลังอำนาจทำให้พวกเขารุ่งโรจน์ พวกเขาขุดพบเพชรเม็ดนี้ใต้ภูเขาฉางไป๋ซานตอนขุดแร่ จากนั้นพวกเขาก็ทำมาค้าขึ้น เข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุด แต่หลังจากนั้นในช่วงต้นราชวงศ์ชิง ฉางไป๋ซานเกิดแผ่นดินไหวครั้งหนึ่ง รุนแรงพอที่จะทำให้ภายในภูเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง ก๊าซพิษใต้ภูเขาถูกปล่อยออกมาทำให้คนทั้งเผ่าต้องหนีตาย เส้นทางเข้าไปในภูเขาทุกเส้นก็ถูกถล่มปิด เพชรถูกฝังไว้อยู่ในภูเขาปิดตายพร้อมทรัพย์สมบัติทั้งหมดของชนเผ่าเอ่อร์ปัว ผู้ที่รอดชีวิตไม่กี่สิบคนไม่มีใครกลับเข้าไปเพื่อทรัพย์สมบัตินั้น ทั้งหมดลงจากภูเขาแล้วใช้ชีวิตบนตีนเขาแทน

            เหลาต่วนคิดว่านี่เป็นแค่เรื่องเล่าหลอกเด็กเท่านั้น พอโตขึ้นก็หลงลืมเรื่องนี้ไป  แต่เมื่อไม่นานมานี้เขาปีนขึ้นยอดเขาไปเก็บสมุนไพร เจอหิมะถล่ม โชคดีที่ตัวเขาไม่เป็นอะไร แต่หิมะถล่มนั่นทำให้เขาเห็นรู รูหนึ่งบ่นช่องเขา เหลาต่วนเดินเข้าไปดู พบทางเดินเข้าไปในภูเขา ในช่องทางเดินนั้นมีโครงกระดูกมนุษย์อยู่เต็ม ข้างกำแพงก็เป็นหินแกะสลักลวดลายรูปคนตัวเตี้ยอันเป็นอัตลักษณ์ประจำเผ่าเอ่อร์ปัว เขานึกถึงตำนานเรื่องนั้นแล้วรู้ทันทีว่ามันเป็นเรื่องจริง เขาไม่กล้าเข้าไปจึงรีบลงเขาไปบอกคนอื่นๆ แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ ถึงจะเชื่อก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเข้าไปดู เขาก็เลยมาหาผม

            “ผมเห็นคุณเล่าว่าชนเผ่าคุณหนีตายมา ใช้ชีวิตอยู่บนตีนเขา ดูท่าไม่น่าจะสุขสบายนัก แล้วคุณจะเอาเงินที่ไหนมาจ้างผม” ผมถามตรงๆ การประเมินความเสี่ยงที่จะถูกเบี้ยวค่าจ้างก็เป็นงานผมเหมือนกัน

            ตาแก่หัวเราะในลำคอเบาๆ พูดว่า “เรื่องในอดีตผมไม่รู้หรอก แต่คุณอย่าลืมนะ ว่าตอนนี้ฉางไป๋ซานเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สมัยนั้นอาจมีคนบุกเบิกภูเขาฉางไป๋ซาน บรรพชนของผมอาจรับจ้างคนขึ้นเขาก็ได้ จากนั้นก็เริ่มทำธุรกิจสร้างที่พักให้นักท่องเที่ยว ทำทัวร์ขึ้นเขา ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงรุ่นผมเงินหนึ่งล้านก็หาไม่ยากแล้ว ถ้าคุณกลัวผมจะเบี้ยวค่าจ้าง ผมจ่ายมัดจำให้คุณก่อนได้ ทันทีที่คุณตกลงรับงานนี้”

            เห็นผมพยักหน้าอย่างครุ่นคิด เขาก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง “อีกอย่าง ได้ยินว่าทรัพย์สมบัติของชนเผ่าเอ่อร์ปัวที่ถูกฝังอยู่ใต้ภูเขานั่นเป็นทองคำทั้งนั้น แถมมีมากมายมหาศาล คุณจะหยิบมาสักชิ้นสองชิ้นก็ไม่มีใครรู้หรอก”

            ผมมองเขาอย่างสงสัย มีอย่างที่ไหน เจ้าของบ้านแนะให้คนอื่นไปขโมยของในบ้านตัวเอง ถึงจะเป็นบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างของบรรพบุรุษก็เถอะ

            “แล้วคุณไม่สนใจทรัพย์สมบัติของชนเผ่าคุณเลยหรือ”

            ตาแก่ส่ายหัว “ผมสนใจแค่เพชรเม็ดนี้เท่านั้น คุณแค่เอาเพชรเม็ดนั้นมาให้ผมก็พอ มันน่าจะถูกเก็บอยู่ในคลังสมบัติที่นั่นแหละ”

            ฟังดูเหมือนง่าย แต่ผมย่อมไม่มองข้ามสิ่งสำคัญไปอยู่แล้ว “ความเสี่ยงล่ะ ที่นั่นมีอันตรายไหม”

            ตาแก่พูดยิ้มๆ “คุณฟังที่ผมเล่าแล้วว่าข้างในมีแก๊สพิษ ข้างในภูเขาเป็นบ้านของบรรพบุรุษผม แต่ไม่ใช่บ้านของผม พูดตรงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าจะเจออะไรในนั้นบ้าง”

            “แล้วผมพาคนของผมเข้าไปไม่ตายห่ากันหมดหรือ”

            “ผมมีแผนที่โบราณอยู่ เก่าแก่มาก ปู่ผมบอกว่าเป็นแผนที่ในภูเขา ถ้านั่นเป็นของจริงเส้นทางในภูเขาก็ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ ถ้าคุณรับงานผมจะเอาให้คุณดู”

            ผมพยักหน้ารับ บอกตาแก่ว่าขอปรึกษากับคนของผมดูก่อน ให้ทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ ถ้าตกลงรับงานผมจะโทรกลับไป

            ตกเย็น ผมโทรบอกนายอ้วนเรื่องงาน เขาเป็นคนคุยง่ายและเห็นแก่เงิน เขาบอกให้ผมรีบโทรไปรับงานทันทีที่ผมบอกเรื่องจำนวนค่าจ้างกับเขา แต่พอผมพูดเรื่องแก๊สพิษ นายอ้วนก็เงียบไปพักหนึ่ง แล้วพอผมพูดเรื่องทรัพย์สมบัติใต้ภูเขานั่น เขาก็กระตือรือร้นขึ้นมาอีก

            “นายแน่ใจนะ ว่าไม่ได้ถูกตาแก่นั่นหลอกเรื่องสมบัติ”

            “ก็ไม่แน่ มันน่าลองไหมล่ะ”

            “งั้นตกลง! งานนี้เสี่ยอ้วนเอาด้วย!”

            เป็นอันว่านายอ้วนรับงานนี้ ทีนี้ก็เหลืออีกหนึ่งคน...

            ผมมองไปทางชั้นวางของที่อยู่หลังร้าน ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งเดินออกมาจากตรงนั้นเงียบๆ เขาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ผมไม่รู้ แต่ผมรู้สึกว่าเขาคงได้ยินเรื่องที่ตาแก่พูดหมดแล้ว

            “เสี่ยวเกอ นายจะเอาไง”

            เขาจ้องผมนิ่งๆ อยู่เกือบสิบวินาที แล้วพูดขึ้น “ฉันไม่มีปัญหา”

            ผมนึกแล้วว่าคำตอบของเขาต้องเป็นคำนี้ หมอนี่ก็เป็นแบบนี้เรื่อย ชอบตีหน้าขรึม พูดน้อย วันๆ เอาแต่นั่งเหม่อเป็นเมินโหยวผิง(เรือพ่วงน่าเบื่อ) ผม‘เก็บ’เขาได้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เขาความจำเสื่อม ไม่มีที่มาที่ไป ผมเห็นเขามี‘ความสามารถ’ ก็เลยรั้งให้เขาอยู่ทำงานด้วย

            แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ ว่างานนี้จะเป็นงานชิ้นสุดท้ายที่เขากับผมจะได้ทำด้วยกัน




            สองวันถัดมา ผม นายอ้วน และเมินโหยวผิงรวมตัวกันอยู่ที่ตีนเขาฉางไป๋ซานในโรงแรมของเหลาต่วน เขาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเรามากันแค่สามคน แต่ผมบอกเขาว่าเราเป็นมืออาชีพพอ คนน้อยคล่องตัวกว่า เขาพยักหน้าแล้วจ่ายเงินมัดจำเรามาหนึ่งในสาม บอกว่าถ้าเอาเพชรออกมาได้จะจ่ายที่เหลือให้ แล้วเขาก็เปิดห้องให้เราพักผ่อน เอาแผนที่โบราณมาให้ผมดู และเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างสำหรับขึ้นเขาให้ก่อนออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น

            แผนที่โบราณนั่นเหมือนจะเป็นแผนที่ของจริง ผมเคยทำงานกับของเก่าแบบนี้มาเยอะจึงพอดูออก เส้นทางไม่ซับซ้อนอย่างที่ตาแก่ว่า ทางแยกก็ไม่เยอะ ผมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็จำได้หมดว่าต้องเลี้ยวแยกไหนบ้างถึงจะไปถึงคลังสมบัติ สถานที่ที่คิดว่าน่าจะเก็บเพชรอาร์เคนสโตนเอาไว้
            วันถัดมา เราเริ่มเดินทางกันตั้งแต่เช้าโดยมีเหลาต่วนเป็นคนนำทาง โชคดีที่บนภูเขาลมไม่แรง ไม่มีพายุ เดินเพียงไม่กี่วันก็พ้นจากจุดที่มีนักท่องเที่ยว แต่อุณหภูมิบนเขาลดลงเรื่อยๆ ทำให้พวกเราเดินกันช้าลงเพราะแข้งขาแข็งไปหมด

            “ไม่เห็นจะบอกก่อนว่าที่นี่จะหนาวขนาดนี้!” นายอ้วนบ่น กอดตัวเองจนกลมป๊อกเหมือนโอ่ง
ขนาดนายยังบ่นหนาว คนอื่นไม่หนาวกว่าหรือไง ผมอยากบอกนายอ้วนไปแบบนั้นแต่พออ้าปากเพียงเล็กน้อยปากก็สั่น ฟันกระทบกันกึกๆ อย่างควบคุมไม่ได้

            เหลาต่วนค่อนข้างท้วม ถึงจะไม่เท่านายอ้วน แต่ก็ดูเหมือนความหนาวไม่ทำให้เขาเดือดร้อนสักเท่าไหร่ นั่นคงเพราะเขาเป็นคนในพื้นที่ เขาหันมามองพวกเราแล้วยิ้มน้อยๆ แล้วบอกให้เราพักกันก่อน

            เราเลือกมุมหนึ่งของกองหินใหญ่เข้าไปนั่งอบอุ่นร่างกาย จุดเตาไร้ควัน พลางทบทวนแผนการกันอีกรอบ

            “ถ้าพวกคุณเร่งฝีเท้ากันหน่อย อีกวันครึ่งก็ถึงรูนั่นแล้ว แต่ถ้าคุณเดินทางช้าลงก็อาจถึงภายในสองสามวัน แต่ดูจากสภาพอากาศ พายุหิมะจะก่อตัวขึ้นในอีก...” เหลาต่วนมองท้องฟ้าแล้วคำนวณ “สามวันนี้แหละ”

            “ถ้าอุณหภูมิยังลดต่ำเรื่อยๆ แบบนี้ คงเร่งฝีเท้าไม่ได้ ทางที่ดีผมว่าพวกเราคงต้องใช้วิธีอื่น” ผมบอก

            ตาแก่เลิกคิ้วข้างหนึ่ง ถามขึ้นว่า “พวกคุณมีวิธีอื่นรึ?”

            ผมไม่ตอบ แต่ยิ้มบางๆ ให้เขา หันไปหาเสี่ยวเกอ บอกเขาว่า “เสี่ยวเกอ เอาคอปเตอร์ไม้ไผ่ออกมาหน่อย”

            เมินโหยวผิงจ้องผมเหมือนจะถามว่าเอาจริงหรอ ผมพยักหน้าให้ เขาก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อฮู้ดตรงหน้าท้อง หยิบอุปกรณ์ที่เป็นเหมือนก้านใบพัดขึ้นมาสี่อัน

            คอปเตอร์ไม้ไผ่เป็นอุปกรณ์พิเศษของเมินโหยวผิง จะเรียกว่าของวิเศษก็ได้ ผมไม่รู้ว่าเขาเอามันมาจากไหน แต่เห็นได้ว่ามันเป็นอุปกรณ์ไฮเทค และช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก เขามีอุปกรณ์แบบนี้หลายอย่างแต่เอามาใช้เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น เขาบอกว่าเพราะมันไม่จำเป็นต้องใช้

            บางครั้งผมก็เคยคิดว่าก่อนจะความจำเสื่อมกลายเป็นคนเร่ร่อน เมินโหยวผิงอาจทำงานให้องค์กรลับอะไรสักอย่าง หรือเป็นสายลับอะไรทำนองนั้น ผมเคยสืบหาประวัติเขาด้วย แต่ไม่เจออะไรเลย เขาเหมือนไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้ นั่นยิ่งทำให้ผมแน่ใจว่าเขาอาจเป็นสายลับจริงๆ

            ผมส่งคอปเตอร์ไม้ไผ่หนึ่งอันให้เหลาต่วนที่งงเป็นไก่ตาแตก บอกให้ติดไว้ตรงไหนก็ได้แล้วอุปกรณ์จะทำงาน

            “ก็เหมือนกับโดดร่มน่าลุง เพียงแต่เจ้านี่จะลอยขึ้น” นายอ้วนตบไหล่เขา ติดคอปเตอร์ไม้ไผ่แล้วลอยขึ้นเป็นคนแรก

            เหลาต่วนบินได้ทุลักทุเลมาก เขาร้องโวยวายสติแตกตั้งแต่แรกที่ขาลอยจากพื้นหิมะ สองมือกุมฐานคอปเตอร์ที่ติดไว้บนหัว กลัวตกลงไป เขาควบคุมทิศทางไม่ได้ ลอยสูงอย่างเดียว นายอ้วนต้องบินเข้าไปขนาบข้าง จับเขาไว้ เขาจึงนำทางต่อได้

            ขึ้นเขาด้วยคอปเตอร์ไม้ไผ่สบายกว่าเยอะ ตอนพลบค่ำเราขึ้นไปจนเกือบถึงจุดที่ตาแก่บอกว่ามีประตูอยู่ พวกเราอยากจะขึ้นต่อไปอีก แต่ยิ่งสูงลมยิ่งแรงขึ้น พัดเอาพวกเราปลิวไปตามทิศทางลม เมินโหยวผิงบอกว่าแบตเตอรี่คอปเตอร์ไม้ไผ่เริ่มอ่อนแล้ว ต้องลงพื้นแล้วเดินต่อกันเอง

            เหลาต่วนบอกว่าชาตินี้จะไม่ขอเท้าลอยอยู่เหนือพื้นอีกแล้ว พักกันยี่สิบนาทีก็เดินทางต่อ ไหนๆ ก็ใกล้จะถึงแล้ว เราจึงตัดสินใจไปให้ถึงที่หมายก่อนค่อยพักทีเดียว เส้นทางราบรื่นไปตลอดจนฟ้ามืด พวกเรามาถึงหน้ารูที่เหลาต่วนบอก ผมโกยหิมะ ออกเพื่อดูรูที่ว่าให้ชัดๆ มันเป็นช่องหินสี่เหลี่ยมทรงแคบที่สูงเท่าไหล่ผมเท่านั้น เมินโหยวผิงส่องไฟฉายเข้าไป ด้านในเป็นทางตรงลึกเข้าไปในภูเขา มืดมาก ปากทางเข้ามีโครงกระดูกผุๆ กองอยู่เต็ม พวกเราช่วยกันรื้อโครงกระดูกออกมาฝังไว้ข้างนอก แล้วส่องไฟสำรวจเข้าไปในทางเดิน ข้างในมีพื้นที่ไม่มากแต่ก็พอให้นอนเบียดกันได้ ผนังด้านในทั้งสองฝั่งมีภาพแกะสลักพร้อมอักษรประหลาดจำนวนหนึ่งอยู่ด้วย

            ผมตรวจดูผนังเล็กน้อย นายอ้วนจุดเตาไร้ควันตรงทางเดินแล้วเอาอาหารออกมาอุ่นแบ่งกันกิน เราตกลงกันว่าเหลาต่วนจะไม่เข้าไปด้วย เหลาต่วนบอกว่าหลังจากพวกเราเข้าไปแล้ว เขาจะกลับไปรอที่จุดชมวิวของนักท่องเที่ยว ถ้าภายในห้าวันพวกผมไม่กลับลงไป เขาจะขึ้นมาดูใหม่ แล้วเขายังถามเราอีกว่ามีอะไรจะสั่งเสียไหมเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผมด่าเขาในใจว่าตาเฒ่าปากเสีย แต่นายอ้วนฉุนจนด่าเขาออกมาคำหนึ่งแล้วบอกว่าให้เขาเตรียมเงินค่าจ้างที่เหลือรอไว้ได้เลย

            พวกเรานอนพักผ่อนเอาแรง วันรุ่งขึ้นก็แยกกับเหลาต่วน เดินตามทางเดินเข้าไปข้างใน เมินโหยวผิงใช้วิชา‘สองนิ้วสำรวจถ้ำ’ ใช้สองนิ้วที่ยาวเป็นพิเศษสัมผัสกำแพงซ้ายทีขวาทีเพื่อตรวจหากลไกกันขโมย ผมอาศัยจังหวะนี้ส่องกำแพงดูภาพแกะสลัก มันเป็นภาพวาดเล่าวิถีชีวิตของชนเผ่าเอ่อร์ปัว ภาพที่แกะสลักใกล้ๆ ทางเข้าไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นมากนัก แต่รูปในโถงทางเดินค่อนข้างน่าสนใจ

            รูปที่แกะสลักบนผนังนั้นเป็นรูปคนตัวเตี้ยๆ ป้อมๆ ทำกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ขุดดิน สร้างที่อยู่อาศัย ขุดแร่ และหลอมแร่ มีภาพที่มีคนลากเกวียนที่บรรจุแร่ไว้เต็มออกจากภูเขา ลงไปตามทางเดินหิมะ แล้วใช้แลกเปลี่ยนกับเสบียงอาหารของชาวเกาหลีที่ตีนเขา ทีนี้ก็รู้แล้วว่าคนในภูเขาพวกนี้อยู่กินยังไง

            ขณะนี้นายอ้วนที่กระหายสมบัติ ร้องเร่งมาจากข้างหลัง เขาอยู่รั้งท้าย เห็นเสี่ยวเกอเดินย่อง ผมก็มองผนัง เดินนวยนาดกันทีละก้าวแล้วทนไม่ไหว

            “เดินเร็วๆ กันหน่อยสิ! น้องเสี่ยวเกอ ถ้าผนังไม่มีกลไกก็เดินตรงไปเลย เพดานนี่ก็ไม่รู้จะต่ำไปถึงไหน เสี่ยอ้วนก้มนานๆ ปวดเมื่อยไปหมดแล้ว”

            “พูดเป็นคนแก่ไปได้ เพิ่งจะเดินเข้ามาแค่ห้านาทีเอง” ผมแขวะเขาไปโดยอัตโนมัติ แต่ก็เร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด แล้วจู่ๆ เมินโหยวผิงที่เดินนำอยู่ข้างหน้าพลันหยุดกึก ผมจึงต้องหยุดตาม

            “มีอะไรหรอ” ผมถาม นายอ้วนนึกว่าพวกเราเจออะไรเลยชะโงกหน้ามาดูด้วย

            เมินโหยวผิงขยับตัว ส่องไฟฉายเยื้องไปด้านหน้า บนผนังด้านหนึ่งมีรูปแกะสลักรูปใหญ่ มันไม่ใช่รูปเล่าเรื่องวิถีชีวิตของชนเผ่าเอ่อร์ปัวแล้ว แต่เป็นรูปครึ่งตัวของสัตว์ลำตัวยาว มีเกล็ดเล็กละเอียดมาก

            “นั่นมันตัวอะไร” นายอ้วนถาม “เหมือนจะเป็น...งู?”

            “ไม่ใช่ ไม่ใช่งูแน่ๆ” ผมบอก เดินเข้าไปดูภาพบนผนังนั้นใกล้ๆ “ช่องปากเล็กเกินไป มันอ้าปากกว้างแบบงูไม่ได้ แถมยังมีเขี้ยวใหญ่อีกด้วย”

            “งั้นนั่นมันตัวบ้าอะไร”

            ผมตอบนายอ้วนไม่ได้ ผมไม่เคยเห็นสัตว์ประหลาดแบบนี้มาก่อน “สัตว์ลำตัวยาวแถมมีเขี้ยวใหญ่แบบนี้...”

            “มันคือมังกร” เมินโหยวผิงโพล่งออกมา

            มังกร? ผมรู้สึกหนังหัวชาวาบ ตาแก่เหลาต่วนไม่เห็นจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “หรือว่าชนเผ่าเอ่อร์ปัวบูชามังกร?”

            นายอ้วนร้องเฮอะ “บูชามังกร แต่แกะสลักไว้บนกำแพงแค่ครึ่งตัวอย่างนี้น่ะเรอะ? ไม่ต้องสงสัยเลย ที่แผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิดนี่ต้องเป็นเพราะเทพมังกรพิโรธแหงๆ”

            ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ แต่ก็ไม่รู้จะหาคำอธิบายอะไรมาค้าน จึงไม่ได้โต้ตอบนายอ้วน เมินโหยวผิงเดินต่อไป ผนังสองฝั่งมีรูปแกะสลักลายสัตว์ประหลาดนั่นเต็มไปหมด ไม่มีรูปสลักคนตัวเตี้ยอีกแล้ว
เดินต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเราก็พบอุโมงค์หินดิ่งลาดลงไปข้างล่าง แต่พื้นชันมาก นายอ้วนจึงลงไปก่อน ตามด้วยผมและเมินโหยวผิง ถ้าให้นายอ้วนรั้งท้ายเกิดเขาสะดุดหินล้มกลิ้งขึ้นมาผมคงถูกบี้ตายคาอุโมงค์นี่แน่ๆ

            แต่อุโมงค์นี่ชันมากจริงๆ ชันจนถ้าเกิดล้มกลิ้ง ก็คงกลิ้งไม่หยุดจนกว่าจะถึงปลายทางแน่ๆ

            “เทียนเจิน นายไหวหรือเปล่า หรือว่านายกำลังเล่นสไลเดอร์อยู่” นายอ้วนหันมาแขวะผมเมื่อได้ยินเสียงผมลื่นเป็นครั้งที่สาม

            “ถ้านายไม่เห็นฉันกลิ้งลงไปก็แปลว่าฉันยังไหวอยู่” ผมบอกเขา

            เนื่องจากที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าโบราณ ตลอดทางนอกจากผนังหินธรรมดาก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติใดๆ พวกเราเลยคิดว่าไม่น่าจะมีกลไกกันขโมยให้ระแวงนักจึงเร่งฝีเท้าขึ้น ไม่นานอุโมงค์หินก็เปลี่ยนเป็นซอกหินที่แคบลง กว้างเพียงหนึ่งช่วงแขน แต่พื้นกลายเป็นทางราบค่อยเดินสะดวกหน่อย เราเดินกันค่อนวันเพิ่งเจอทางแยกแรกในช่องแคบนั้น ตามเส้นทางที่ผมจำได้ ยังต้องผ่านทางแยกอีกสองครั้ง

            เดินต่อไปอีกหน่อยนายอ้วนก็บอกว่ารู้สึกหายใจไม่สะดวก ผมก็รู้สึกแสบๆ จมูกเหมือนกัน สุดท้ายพวกเราตกลงพักกันก่อน อาการแสบจมูกน่าจะเป็นเพราะก๊าซพิษเจือจางในอากาศทำให้ระคายเคือง ผมหยิบหน้ากากกันแก๊สมาใส่ นายอ้วนหันมาถามผมว่าต้องเดินอีกไกลไหม ผมบอกเขาไปว่าในแผนที่บอกว่าเส้นทางนี้ค่อนข้างยาว ต้องผ่านทางแยกอีกสองครั้ง

            ผมดูนาฬิกา เราออกเดินทางกันตอนบ่าย แต่อยู่ในภูเขาไม่มีแสงจากภายนอก ไม่รู้สึกว่าเป็นตอนกลางวันเลยสักนิด นายอ้วนเดินไปบ่นไปไม่หยุด ผมก็คอยแขวะเขาบ้าง ปลอบเขาบ้าง จนกระทั่งตกเย็น เราสามคนก็พ้นจากทางเดินในซอกหินนั่นออกมาสู่พื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง เราส่องไฟฉายไปรอบๆ แต่กำลังไฟจากไฟฉายส่องไม่พอให้เห็นอะไรเลย ผมลองจุดไฟเย็นแท่งหนึ่งขึ้นมา โยนไปด้านหน้า ก็ยังไม่เห็นอะไร นายอ้วนจึงหยิบปืนพลุออกมายิง ลูกไฟสว่างโร่สะท้อนผนังหินสูง ส่องให้เห็นว่าที่นี่รายล้อมด้วยภูผาหินสูง มีโซ่เหล็กสำหรับปีนป่ายโยงลากจากด้านบนลงมาสู่พื้น

            ลูกไฟค่อยๆ ร่วงลงต่ำ ตอนนั้นเองที่ผมได้เห็นวัตถุกองมหึมาเบื้องหน้า ห่างออกไปประมาณสองร้อยเมตร กองสมบัติมากมายมหาศาลพูนกันอยู่ในหลุมกว้างแห่งหนึ่ง แสงไฟกระทบกับทองคำส่องแสงระยิบระยับตรึงสายตาของผมให้จ้องมองมันเนิ่นนาน จนกระทั่งลูกไฟดับลง ทุกสิ่งกลับสู่ความมืดมิด
พวกเรามาถึงคลังสมบัติแล้ว

            “แม่เจ้าโว้ย!” นายอ้วนร้องออกมาเบาๆ เห็นได้ชัดว่าเขาก็อึ้งกับภาพที่เห็นเมื่อครู่เหมือนกัน เพียงแต่เขาตั้งสติได้เร็วกว่า ขณะที่ผมยังคงอ้าปากค้าง เขาก็วิ่งไปยังกองสมบัติด้านหน้าแล้ว
            “นายอ้วน!” ผมร้องด้วยความตกใจ แล้วรีบตามเขาไปพร้อมกับเมินโหยวผิง สถานที่แบบนี้บุ่มบ่ามเข้าไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้

            แต่พอมาถึงขอบหลุม เห็นนายอ้วนปีนป่ายขึ้นไปบนกองสมบัติ เลือกแจกันและเหยือกทองคำอย่างสำราญก็โล่งใจไปนิดหนึ่ง อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีกับดักกันขโมย คิดว่านะ

            “นายอ้วน อย่าลืมเป้าหมายที่แท้จริงที่เรามาที่นี่นะ” ผมเตือนเขา ส่วนตัวเองก็จดๆ จ้องๆ รอบตัวอยู่พักหนึ่งให้อุ่นใจแล้วจึงเริ่มเดินวนสำรวจรอบหลุมทองคำนี่บ้าง แสงไฟฉายส่องกระทบเนื้อทองคำเป็นประกายระยิบระยับจนแสบตา

            ถ้าหากเพชรอาร์เคนสโตนอยู่ปนกับกองสมบัตินี้ การหาเพชรหนึ่งเม็ดท่ามกลางภูเขาทองคำกองเบ้อเร่อนี่ต้องใช้เวลากี่วันกันนะ

            ผมกำลังคิดคำนวณพลางมองสำรวจรอบๆ หลุมทองคำ จู่ๆ เสียง ซู่ ก็ดังขึ้นมาจากอีกฟาก เหมือนเสียงคนรื้อกองสมบัติ คงจะเป็นนายอ้วน ผมส่ายหัวไม่สนใจแล้วเดินดูรอบๆ ต่อ สมบัติบางชิ้นมีรูปสลักคนตัวเตี้ยอยู่ด้วย หลุมสมบัตินี้ต้องเป็นทรัพย์สมบัติของชาวเอ่อร์ปัวแน่นอน แต่พวกเขาเอามาเก็บกองไว้ที่เดียวกันหมดนี่เลยหรือ ไม่กลัวโดนปล้นบ้างหรือไงนะ

            ขณะนี้เสียง ซู่ ดังขึ้นอีกครั้ง แถมดังยาวเป็นระลอก เสียงดังหนวกหูมาก ผมอ้าปากจะตะโกนบอกนายอ้วนให้เพลามือหน่อย ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งอุดปากผมจากด้านหลัง ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจ

            “อย่าส่งเสียง! ค่อยๆ ก้าวถอยหลัง” เสียงของเมินโหยวผิงเบาหวิวอยู่ข้างใบหู ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว

            เกิดอะไรขึ้น?

            เมินโหยวผิงค่อยๆ ดึงตัวผมให้ก้าวถอยหลังออกห่างจากหลุมสมบัติ มือหนึ่งยังคงปิดปากผมไว้ อีกมือเอื้อมมาปิดสวิตช์ไฟฉายในมือของผม ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิดทันที

            ผมถึงกับไม่กล้าหายใจแรง ไม่รู้สถานการณ์ตอนนี้จึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ เสียง ซู่ จากกองสมบัติยังดังอยู่ต่อเนื่อง และดังเกินกว่าจะเป็นเสียงนายอ้วนคุ้ยสมบัติ

            “มีตัวอะไรบางอย่างอยู่ใต้หลุม” เมินโหยวผิงกระซิบ ปล่อยมือที่ปิดปากผมในที่สุด

            ผมยังไม่กล้าส่งเสียงอะไร รอจนกระทั่งเสียง ซู่ เงียบลง ก็ได้ยินเสียงพ่นล่มหายใจของสัตว์แทน ผมที่อยู่ติดผนังหินถึงกับรู้สึกได้จากตรงนี้ว่าไอ้ตัวที่พ่นลมหายใจอยู่ในหลุมทองคำเป็นสัตว์ที่ตัวใหญ่มหึมา

            นั่นมันตัวบ้าอะไร?

            “ไอ้หยา ไม่ยักรู้ว่าชนเผ่าเอ่อร์ปัวเลี้ยงสัตว์ประหลาดไว้เฝ้าสมบัติด้วย” เสียงนายอ้วนกระซิบอยู่ไม่ไกล ผมรู้สึกฉุนกึก กระซิบด่าเขาไปว่า “นายไปทำอีท่าไหนไอ้ตัวนี้ถึงโผล่มาได้”

            “ฉันแค่หยิบนู่นจับนี่เรื่อยเปื่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่ามีไอ้ตัวบ้านี่อยู่ใต้กองสมบัติ!” ท้ายประโยคนายอ้วนส่งเสียงดังไปนิด ผมรู้สึกได้ว่าตัวที่อยู่ในหลุมทองคำขยับหนึ่งที ส่งเสียง ซู่ เบาๆ ท่ามกลางกองสมบัติ ดวงตาสีเหลืองเรืองรองสองจุดที่อยู่ไม่ไกล กำลังจับจ้องมาทางนี้

            นายอ้วนสะดุ้งปิดปากตัวเองทันที

            เจ้าตัวนั้นพ่นลมหายใจแรงๆ หนึ่งทีแล้วเริ่มเคลื่อนไหว ผมสัมผัสได้ถึงแรงสะเทือนบนพื้นเมื่อมันก้าวออกจากหลุม ดวงตาสีเหลืองเรืองรองในความมืดที่กำลังเพ่งมองมาทางนี้ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมจังหวะก้าวเดินของมันที่พุ่งตรงมา!

            “วิ่ง!” เมินโหยวผิงร้องบอกพร้อมถีบก้นผมจนหน้าทิ่ม ความร้อนที่พวยพุ่งไล่หลังมาทำให้ผมไม่มีเวลาหันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แสงไฟสว่างโร่ขึ้นมาจนผมแสบตา กลิ้งล้มคลุกคลานพยายามวิ่งไปข้างหน้า ในใจนึกคาดโทษเมินโหยวผิงอย่างแค้นเคือง

            หน็อย! ไอ้หมอนี่ ถีบซะเอวแทบหัก!!

            “หมอบ!” เมินโหยวผิงที่นำอยู่ด้านหน้าสั่งอีก ผมล้มตัวลงแนบพื้นทันที เปลวไฟลูกหนึ่งพุ่งผ่านหัวผมไป ความร้อนระอุทำให้เส้นผมและขนบนแขนที่ยกมาบังหัวแทบไหม้ ผมมองลอดใต้รักแร้ตัวเองไปยังจุดกำเนิดไฟ นั่นทำให้ผมตะลึงอีกครั้ง

            สิ่งมีชีวิตใหญ่ยักษ์กำลังโก่งลำคอยาวของมันพ่นเปลวเพลิงออกมา เกล็ดละเอียดของมันสะท้อนแสงไฟส่องประกายระยิบระยับ สัตว์ประหลาดตัวนี้เหมือนกับภาพสลักที่อยู่บนผนังทางเข้าเปี๊ยบ

            สัตว์ตัวใหญ่ลำคอยาว พ่นไฟได้ แถมยังมีสี่ขาและปีกค้างคาวยักษ์คู่หนึ่ง นี่คือมังกรของเผ่าเอ่อร์ปัวงั้นหรือ!

            “พวกนายล่อมันไว้ ฉันจะหาทางจัดการ” เมินโหยวผิงสั่งแล้ววิ่งหายไปในความมืดอีกด้าน ไม่ดูดำดูดีผมกับนายอ้วนที่เกือบถูกย่างเป็นหมู

            มังกรสีขาตัวนี้เอาแต่ไล่เผาผมกับนายอ้วน ไม่ได้สนใจเมินโหยวผิงเลยสักนิดเดียว ทุกครั้งที่มันพ่นไฟจะทิ้งกองไฟไว้หนึ่งจุด อย่างน้อยมันก็ช่วยส่องแสงให้ผมกับนายอ้วนไม่วิ่งไปชนผนังหิน ผมวิ่งอ้อมไปอีกด้านของหลุมสมบัติ หวังใช้ภูเขาทองคำกำบัง แต่เพียงเจ้าตัวนั้นใช้หัวพุ่งชนทีเดียว กองสมบัติก็กระจุยกระจายทันที

            ตาย ตายแน่ ตายแน่ๆ งานนี้!!!

            ผมสาปแช่งตาแก่เหลาต่วนในใจ ตาเฒ่านั่นไม่รู้ว่าจงใจปิดบังหรือไม่รู้จริงๆ ว่ามีไอ้ตัวนี้อยู่ในภูเขานี่ด้วย

            มังกรพ่นลมหายใจเป็นชุด ตั้งท่าเตรียมพ่นไฟอีกครั้ง

            “เทียนเจิน ทางนี้!” นายอ้วนร้องตะโกนแล้ววิ่งเข้าไปในรอยแยกบนผนังด้านหนึ่ง ผมไม่ทันสังเกตว่ามีรอยแยกตรงนี้ด้วย เป็นซอกหินแบบเดียวกับทางที่เราเข้ามาเพียงแต่แคบกว่า ผมวิ่งเข้าไปหลบ หัวมังกรมุดซอกหินเข้ามาไม่ได้ มันจึงพ่นไฟจ่อปากทางเข้า เปลวไฟร้อนระอุพุ่งผ่านช่องแคบลามมาถึงผมแทบจะในทันที ผมร้องลั่นอย่างสติแตก “เข้าไป ถอยเข้าไป!!” พร้อมดันตัวนายอ้วนที่พุงติดช่องแคบให้เข้าไปข้างในอีก

            ยิ่งลึกทางยิ่งแคบ นายอ้วนติดจนขยับไม่ได้ร้องบอกผมให้หยุดดันเขาได้แล้ว ไม่งั้นเขาจะกลายเป็นหมูแผ่นแล้ว ผมจึงหยุด โชคดีที่ซอกนี้ไม่ตันและลึกพอให้หลบ เปลวไฟพุ่งมาไม่ถึงตัวผมแล้ว แต่ผมรู้สึกว่าคิ้วตัวเองไหม้ไปหน่อยนึงแล้วเช่นกัน

            มังกรโกรธจัด พ่นไฟไม่หยุด ผมเหมือนจะเห็นผนังหินที่โดนความร้อนเริ่มละลาย รู้สึกไม่ปลอดภัยสักนิด ในใจนึกถึงเมินโหยวผิง ภาวนาให้เขาหาวิธีจัดการเจ้าตัวนี้เร็วๆ!

            มังกรพ่นไฟอย่างโกรธเกรี้ยวเป็นครั้งที่สาม ทันใดนั้นก็มีแสงประหลาดวาบขึ้นจากด้านหลังมังกร เปลวไฟมอดลงทันที แม้กระทั่งเสียงคำรามของมังกรก็แผ่วไปด้วย

            ผมจำแสงประหลาดนั่นได้ มีคือแสงจากไฟฉายย่อส่วนของเมินโหยวผิง!

            เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ ผมจึงค่อยๆ มุดออกไปจากซอกหิน ส่องไฟฉายไปเห็นเมินโหยวผิงกำลังย่อส่วนมังกรนั่นจนตัวมันเหลือเท่าสุนัข แล้วเขาก็คว้ามันขึ้นมาหย่อนใส่หีบทองคำใบหนึ่ง ปิดล็อคแล้วเก็บไฟฉายย่อส่วนเข้ากระเป๋าเสื้อฮู้ด

            “น้องเสี่ยวเกอจัดการมันแล้วใช่ไหม” นายอ้วนเบียดตัวออกจากซอกหินอย่างลำบาก มองไปที่หีบทองคำที่มีเสียงกุกกักลั่นแล้วพ่นลมหายใจทีหนึ่ง “ตกลงนี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่ มังกรต้องไม่มีปีกไม่ใช่รึ”

            “นี่น่าจะเป็นมังกรของชาวตะวันตก ฉันเดาว่าชนเผ่าเอ่อร์ปัวคงเอาแร่ไปแลกกับไข่มังกรตัวนี้มาแล้วเลี้ยงไว้เฝ้าสมบัติ” ผมบอก

            “ฟังดูน่าจะเป็นของหายาก คงไม่มีอีกตัวหรอกใช่มั้ย งั้นคราวนี้ก็หาอาร์เคนสโตนได้อย่างสบายใจแล้วสินะ รีบลงมือกันเถอะ!” นายอ้วนพูดเองเออเองเสร็จสรรพ พุ่งเข้าใส่กองสมบัติอีกครั้ง ผมกำลังเข้าไปช่วยแต่พลันเห็นเมินโหยวผิงยืนนิ่งไม่ขยับ จ้องเขม็งไปทางซอกหินที่ผมเพิ่งออกมา

            “เสี่ยวเกอ มีอะไรหรือเปล่า” ผมถาม

            เขาขมวดคิ้วจ้องรอยแยกนั่นนิ่ง ผ่านไปสามนาทีจึงพูดว่า “ฉันรู้จักที่นี่”

            ผมงุนงง หมายความว่ายังไง รู้จักที่นี่ เขาเคยมาที่นี่งั้นหรือ?

            ยังไม่ทันถามอะไร เมินโหยวผิงก็พุ่งเข้าไปในรอยแยกนั้นอย่างรวดเร็ว แป๊บเดียวก็หายเข้าไปในความมืด ผมตกใจ หันไปหานายอ้วนที่กำลังมองมาครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจวิ่งตามเมินโหยวผิงไปทันที
            “เฮ้ย พวกนายจะไปไหนกัน!”

            “นายรออยู่ตรงนั้นแหละ!” ผมตะโกนบอกเขา ไล่ตามเมินโหยวผิงต่อไป ตลอดทางแคบผมเห็นเพียงหลังเขาวูบไหวใต้แสงไฟฉายเท่านั้น เขาทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ จนผมกลัวว่าจะถูกทิ้งติดอยู่คาซอกหินจึงรีบไล่ตาม  พอพ้นช่องแคบที่นายอ้วนพุงติดไปได้ ผมก็หลุดออกมาบริเวณที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง เมินโหยวผิงยืนนิ่งอยู่ข้างหน้า

            “เสี่ยวเกอ นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย” ผมเข้าไปหาเขา เขาไม่สนใจผม เอาแต่จ้องเขม็งไปข้างหน้า ผมส่องไฟฉายดูรอบๆ ที่นี่ล้อมรอบด้วยภูผาหินคล้ายเป็นห้องห้องหนึ่งเหมือนกับห้องสมบัติ แต่เบื้องหน้าเมินโหยวผิงคือกำแพงสำริดสีเขียวที่มีรอยแกะสลักแปลกตา

            ทำไมที่นี่ถึงมีกำแพงสำริดได้?

            “ฉันจำได้แล้ว” เมินโหยวผิงพูดขึ้นแล้วหันมามองผม “หน้าที่ของฉัน”

            “อะไรนะ”

            “ฉันต้องเข้าไปในประตูบานนี้” เขาจ้องไปยังกำแพงสำริด ผมส่องไฟฉายดูให้ละเอียดอีกที มันคือประตูจริงด้วย ประตูสำริดบานยักษ์!

            “ทำไมนายต้องเข้าไปด้วย ข้างในคือสถานที่แบบไหน?”

            “ฉันบอกนายไม่ได้ว่ามันเป็นสถานที่แบบไหน ฉันบอกนายได้แค่ว่ามันเป็นสถานที่สำคัญ ฉันต้องไป” น้ำเสียงของเขามุ่งมั่นมากจนผมพูดไม่ออกว่าจะห้ามเขายังไง ผมไม่เข้าใจเขาเลยสักนิดเดียว
จู่ๆ เขาก็โพล่งขึ้น “ลาก่อน” แล้วเดินก้าวเข้าไปใกล้ประตูสำริดนั่น ผมได้ยินเขาขยับกลไกอะไรสักอย่างแล้วประตูบานยักษ์ก็เริ่มเปิดออก

            เดี๋ยวดิ! คิดจะไปก็ไปเลยเรอะ!

            “เดี๋ยว..!” ผมเดินเข้าไปจะคว้าตัวเมินโหยวผิง แต่เขากลับหันมาแล้วใช้สองนิ้วที่ยาวเป็นพิเศษจิ้มลงบนหัวไหล่ซ้ายของผมทันที เหมือนมีสายฟ้าเส้นหนึ่งแล่นผ่านทั่วร่างกายซีกซ้าย ทำให้ผมขยับไม่ได้ เป็นอัมพาตไปครึ่งตัวทันที

            “นาย...”

            “อย่างน้อยนายก็เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงฉันกับโลกใบนี้ไว้ ฉันจะบอกอะไรกับนายอย่างหนึ่ง” เขาจ้องผมนิ่งๆ “ความจริงแล้วฉันเป็นเจ้าแห่งกาลเวลา มีหน้าที่เดินทางข้ามเวลาไปแก้ไขประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ตอนนี้ฉันต้องเดินทางต่อแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว”

            เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเมินโหยวผิงพูดยาวๆ มันทำผมทึ่ง แต่ที่ทำให้ผมทึ่งยิ่งกว่าคือสิ่งที่เขาพูดออกมา

            “...”

            “...”

            “หรือว่า...ชื่อจริงของนาย...คือด็อกเตอร์...”

            “เปล่า ชื่อจริงของฉันคือจางฉี่หลิง”

            “...”

            ผมรู้สึกโลกหยุดหมุน หรือไม่มันก็หมุนย้อนกลับ หรือไม่มันก็หมุนเร็วมากจนผมรู้สึกมึน

            “ลาก่อน ฉันอาจไม่ได้กลับมาอีก” เขาพูดแล้วหันหลังให้ ผมได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใจหาย เขาจะไม่กลับมาแล้วหรือ ผมจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้วงั้นหรือ

            ผมมีคำพูดมากมายอยากเกลี้ยกล่อมเขาให้อยู่ต่อ แต่เห็นสายตาเขาก็รู้ว่าภาระที่เขาแบกรับอยู่ไม่สามารถทิ้งไปได้ จึงได้แต่ถามเขา “...นี่เป็นการตัดสินใจของนายสินะ”

            เขามองผมแล้วพยักหน้า ผมพูดต่อ “ถ้าหากจะบอกลาฉัน นายต้องบอกลานายอ้วนด้วย ไม่อย่างนั้นเขาจะเสียใจมาก หรือถ้าไม่ก็ไม่ต้องมีคำอำลา เพราะนายจะไม่จากไปไหน ไม่ว่าเราจะห่างกันเพียงสามก้าว หรือเราจะห่างกันคนละซีกโลก นายจะยังอยู่กับพวกเราเสมอ”

            “...”

            “...”

            ผมส่งสายตามิตรภาพสุดซึ้งไปให้เมินโหยวผิง เขาเบิกตาเล็กน้อย จ้องผมนิ่งๆ อยู่ห้านาทีเต็มเหมือนกับอึ้งไป ไม่มีคำพูดใดๆ อีกนอกจากรอยยิ้มที่เขาส่งให้ผม แล้วเขาก็หมุนตัวเดินเข้าไปในความมืดมิดหลังประตูสำริดบานยักษ์นั่น

            จนประตูปิดลง ทุกสรรพสิ่งเหมือนเงียบสงบไปในบัดดล ผมยังยืนแข็งค้างอยู่ตรงนั้นอีกหลายนาทีก่อนอาการชาซีกซ้ายจะหายไป การยืนอยู่คนเดียวในความมืดมิดนานหลายนาทีทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมานิดๆ สุดท้ายก็ข่มใจแล้วเดินกลับไปทางซอกหิน ไปหานายอ้วน

            ขากลับผมเดินได้ช้ามาก พอหลุดออกมาก็รู้สึกหมดสิ้นเรี่ยวแรง นายอ้วนถามผมว่าเมินโหยวผิงไปไหน ผมตอบไปว่า เขามีงานด่วนเข้ามา ข้ามประตูมิติไปรับจ๊อบแล้ว

            นายอ้วนงุนงง ซักถามผมใหญ่ ผมก็ไม่รู้จะตอบเขายังไงเพราะผมก็รู้สึกไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกัน จนผมบอกว่า “เขาจากไปเร็วมาก” นายอ้วนจึงหยุดถาม นั่งลงแล้วตบไหล่ผม ไม่พูดอะไร
            เมินโหยวผิงจากไปแล้ว

            ผมเหม่อมองกองสมบัติทองคำที่พูนกันเป็นภูเขาเบื้องหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง

            น่าจะบอกให้เขามาช่วยหาอาร์เคนสโตนก่อน อย่างน้อยสามคนก็ดีกว่าสองคน แถมเขายังมีของวิเศษ ผมกับนายอ้วนมีแค่มือเปล่า แล้วแบบนี้ชาติไหนผมจะหาเพชรเม็ดนั้นเจอล่ะเนี่ย!




(จบเหอะ)
----------------------------------------------


กว่าครึ่งปีที่ไม่ได้แตะต้องหลังจากส่งไปลงฟิคเฟ่งาน dmbjonly ครั้งที่แล้ว......
กลับมาแปะให้คนที่ยังไม่อ่าน หยิบไม่ทัน ไม่ได้หยิบ ไม่ได้ไปงาน ฯลฯ ได้อ่านกันค่ะ พร้อมแปลมุกให้คนที่ไม่เก็ตด้วย (ฮือ555555 ยัดมาซะเยอะ แล้วมุกที่ยัดมาคนธรรมดาก็ไม่น่าจะเก็ตหมดด้วย) 
บอกเลยว่าอัพลงบล็อกครั้งนี้คือ copy and paste ลูกเดียว ไม่ได้อ่านย้อน ไม่กล้ากลับไปอ่านอีกรอบ กลัวอ่านแล้วอยากแก้ อยากลบทิ้ง ฮือ 5555555

มุกในฟิคนะคะ

“บันทึกนักโบราณคดี” - ล้อเลียนเรื่องเต้ามู่ ตอนแรกจะเขียนว่า 'บันทึกรักนักโบราณคดี' แล้ว แต่นายน้อยคงไม่อ่านนิยายรัก...

ร้านรับจ้างสารพัด - ร้านของคุณกินจาก Gintama

เพชรอาร์เคนสโตน - หลายคนคงรู้จัก เพชรประจำตระกูลคนแคระในเรื่อง The Hobbit (เขียนฟิคช่วงพีคฮอบบิทพอดี...)

ชนเผ่าเอ่อร์ปัว - แผลงมาจาก Erebor ค่ะ....จากเรื่องฮอบบิทเช่นกัน

เหลาต่วน - ต่วน แปลว่า สั้น ตั้งใจให้หมายถึงคนแคระ

คอปเตอร์ไม่ไผ่... - คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามาจากไหน...

มังกรมีปีก - แน่นอนค่ะ...มีอาร์เคนสโตนก็ต้องมีสม็อก

ไฟฉายย่อส่วน - ก็มังกรตัวใหญ่...ถ้าให้บู๊คงกินหลายหน้า แถมเขียนฉากบู๊ไม่เก่ง เลยหาอาวุธง่ายๆส่งให้เสี่ยวเกอซะ

ประตูสำริด(ที่กลายเป็นประตูมิติ) - คิดฉากจบอยู่นาน ยัดมุกเห่ยๆมาทั้งเรื่อง จะจบแบบซึ้งๆธรรมดาๆก็ขัดอารมณ์ เลยเปลี่ยนให้ประตูสำริดกลายเป็นประตูมิติ

“...เพราะนายไม่เคยจากไปไหน ไม่ว่าเราจะห่างกันเพียงสามก้าว หรือเราจะห่างกันคนละซีกโลก นายจะยังอยู่กับพวกเราเสมอ” - ประโยคนี้หยิบยืมมาจากประโยคเด็ดท้ายเรื่อง Fast and furious 7 ฉากที่โดมินิค(วิน ดีเซล) พูดกับไบรอัน(พอล วอล์คเกอร์ ที่น้องชายแสดงแทน) ก่อนจะขับรถแยกกันไป (ตอนดูในโรงเราแอบร้องไห้เบาๆ ฮึก)

“ความจริงแล้วฉันเป็นเจ้าแห่งกาลเวลา มีหน้าที่เดินทางข้ามเวลาไปแก้ไขประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ตอนนี้ฉันต้องเดินทางต่อแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว” “หรือว่า...ชื่อจริงของนาย...คือด็อกเตอร์...” - มุกจากด็อกเตอร์ Who (ดักแก่...) คิดว่าไหนๆ ประตูสำริดก็กลายเป็นประตูมิติไปแล้วเลยยัดมุกด็อกเตอร์ฮูมาใส่ด้วยเลยแล้วกัน...


ถ้ามีมุกไหนที่ยังไม่เข้าใจ หรือเราลืมอธิบายมุกไหนไป ถามได้นะคะ จะอีดิตเพิ่มให้ทีหลังค่ะ ฮือ 555555

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

[OPM fic] Christmas Gift - GenoSai

Fic - One Punch Man

Pairing : Genos x Saitama

PG

(มีเนื้อหาเกี่ยวกับคิง และพูดถึงตอนพิเศษที่ฟุบุกิท้าแข่งทีมไซตามะนิดหน่อยนะคะ)


กะจะแต่งฮาๆ เบาสมอง ดันแอบดราม่าไปซะงั้น...

ถ้าอ่านแล้วงงไม่ต้องตกใจค่ะ อิคนแต่งเบลอหนักมาก



Christmas Gift


พรุ่งนี้เป็นวันคริสต์มาส แต่สำหรับไซตามะแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับวันธรรมดาวันหนึ่ง

จะต่างก็แต่...

"อาจารย์ครับ พรุ่งนี้เป็นวันคริสต์มาส อาจารย์อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ"

"เอ๋..." ไซตามะที่นอนม้วนผ้าห่มอ่านการ์ตูนอยู่ทำหน้างงใส่ลูกศิษย์ที่จู่ๆ ก็ยิงคำถามใส่

"ของขวัญคริสต์มาสไงครับ"

ไซตามะรู้สึกเหงื่อตกทั้งที่อากาศปลายปีแทบจะติดลบ

ฉันจะเอาไปทำไมไอ้ของพรรค์นั้น แล้วที่ไหนมันมีธรรมเนียมลูกศิษย์ให้ของขวัญอาจารย์กันบ้างฟะ ที่สำคัญ ฉันยังไม่ได้สอนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้เจ้านี่เลย แต่เจ้านี่ยังไม่หมดศรัทธาฉันอีกหรอเนี่ย

"เอ่อ...เจนอส"

"ครับ อาจารย์อยากได้อะไรหรอครับ"

จะบอกเจ้านี่ยังไงดีฟะ แล้วทำไมต้องทำหน้าจริงจังตลอดเวลาด้วย ไม่เข้าใจเลย!

"ที่จริงแล้ว..."

"อาจารย์บอกผมมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจครับ ถือว่าเป็นของตอบแทนที่คอยดูแลผม"

ฉันไปดูแลนายตอนไหน นายดูแลตัวเองทั้งนั้น! แล้วก็อย่าพูดแทรกกันสิเฟ้ย!

"คือ...ฉันจะบอกว่าของขวัญน่ะ..."

เจนอสจ้องเขม็งใส่อาจารย์ของตนราวกับกำลังรอรับคำสอนที่ยิ่งใหญ่

"คือว่า...ไม่ต้องหรอกนะ"

เจนอสเอียงคอ "ทำไมล่ะครับ"

"อืม..." ไซตามะครุ่นคิดหาเหตุผล แต่คิดไม่ออกว่าจะบอกยังไงดี "ก็แค่...ไม่ต้องหรอก"

"อาจารย์ไม่มีของที่อยากได้หรอครับ?"

ของที่อยากได้ก็มีอยู่หรอก แต่ฉันไม่อยากได้จากนายเฟ้ย

ไซตามะขมวดคิ้วหนัก "ฉันไม่อยากได้หรอก อีกอย่าง นายไม่คิดหรอว่าให้ของขวัญคริสต์มาสมันแปลกไปหน่อย"

"แปลกหรอครับ? แต่ผมได้ของขวัญจากแฟนคลับมาเยอะแยะเลย" เจนอสมองไปยังมุมห้องที่กองสูงด้วยช็อคโกแลต ขนม และของขวัญอื่นๆ ที่เป็นรูปหัวใจ ดาว และต้นคริสต์มาส

"นั่นมันแค่ของที่แฟนคลับนายอยากจะให้ก็เลยใช้วันคริสต์มาสเป็นข้ออ้างต่างหาก! มันเป็นของที่ให้เพราะพวกเขาปลื้มและชื่นชอบนายไงล่ะ!" ไซตามะโพล่งออกมา แต่เจนอสกลับทำหน้างงเหมือนไม่เข้าใจ

"แล้วผมให้ของขวัญอาจารย์ไม่ได้หรอครับ?"

บางครั้งฉันก็แอบสงสัยนะ ว่าเจ้านี่เป็นไซบอร์กแล้วมีสมองบ้างหรือเปล่า...

"เจนอส" ไซตามะ(พยายาม)ทำเสียงขรึม "คนเป็นศิษย์น่ะไม่ควรทำให้อาจารย์ลำบากใจนะ เพราะงั้นเรื่องของขวัญน่ะ ฉันไม่อยากได้อะไรหรอก ถึงนายจะอยากให้ ฉันก็คงจะลำบากใจที่จะรับไว้..."

"เข้าใจแล้วครับ! ผมจะไม่เซ้าซี้อาจารย์อีก" เจนอสพูดอย่างหนักแน่น

ดีนะ ที่เจ้านี่ว่านอนสอนง่าย...




เย็นวันต่อมา

"อาจารย์ ทำไมวันนี้ซื้ออาหารมาเยอะกว่าปกติล่ะครับ" ไซบอร์กหนุ่มถามเมื่อเห็นถุงอาหารจากซุปเปอร์มาร์เก็ตถุงใหญ่วางอยู่ในครัว

"อ๋อ วันนี้คิงจะมาฉลองคริสต์มาสด้วยน่ะ"

"งั้นหรอครับ"

"ทำไมหรอ"

"ไม่มีอะไรหรอกครับ"

นึกว่าวันนี้จะได้ฉลองกับอาจารย์แค่สองคนซะอีก...

ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“คิงคงมาแล้วล่ะ” ไซตามะเดินไปเปิดประตู เป็นดังคาด ฮีโร่คลาส S ลำดับที่ 7 ยืนอยู่หน้าประตู

"เมรี่คริสต์มาสนะ ไซตามะ" คิงทัก

"อื้อ เมรี่คริสต์มาส นายเอาเกมมาด้วยใช่ไหม" ไซตามะถาม

“อืม มาเล่นกันเถอะ”

บทสนทนาของทั้งคู่ถูกฟังโดยเจนอส จับใจความได้ว่าวันนี้มีเกมออกใหม่ คิงและอาจารย์ของเขาจึงกะจะเล่นเกมโต้รุ่งรวมทั้งฉลองคริสต์มาสไปด้วย

ที่แท้อาจารย์ก็เอาวันคริสต์มาสมาเป็นข้ออ้างเล่นเกมเหมือนกันนี่นา

เจนอสจัดเตรียมอาหารอยู่ในครัว ถึงจะดูเหมือนไม่ได้สนใจอีกสองคนที่นั่งเล่นเกมกันอยู่ แต่หูนั้นฟังทุกคำพูดที่ทั้งสองสนทนากัน

"ไซตามะ นายอยากได้ PFP เครื่องนี้หรือเปล่า ฉันยกให้"

เจนอสหูผึ่งและหยุดมือที่กำลังหั่นผักทันทีที่ได้ยินคิงพูดขึ้น

"เอ๋ จริงหรอ"

"จริงสิ พอดีฉันได้เครื่องใหม่มา" ถึงยังไงนายก็ยืมเล่นจนจะพังอยู่แล้ว แถมยังลบเซฟของฉันอีก ถ้าให้นายยืมเล่นเครื่องเดียวกันมันคงได้พังเร็วๆ นี้แน่ ฉันเลยซื้อเครื่องใหม่มาแล้วไงล่ะ...

"โห ยอดเลย ขอบใจนะ เป็นของขวัญคริสต์มาสชิ้นแรกของฉันเลยนะเนี่ย" ไซตามะยิ้มกว้าง

ขณะที่ไซตามะกำลังดีใจ คิงก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุแปลกๆ ที่แผ่ออกมาจากทางห้องครัว เมื่อเขาหันไปมองก็พบปีศาจไซบอร์ก มือหนึ่งถือมีด อีกมือกำลังเกาะขอบประตูครัวแน่นจนปูนถึงกับร้าว ดวงตาจ้องมองเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สภาพเหมือนฆาตกรโรคจิตกำลังจ้องเหยื่อ

คิงรู้สึกได้ว่าตัวเองกลัวจนตัวสั่น นี่เขาทำอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือเพราะไม่ได้ชวนเจนอสมาเล่นเกมด้วยกัน แต่เจนอสไม่สนใจเกมนี่นา แถมถ้าชวนมาเล่นล่ะก็ กดทีเดียวก็คงพัง ดูอย่างตอนแข่งกับพายุหิมะนรกสิ…

ขณะที่คิงกำลังกระวนกระวายครุ่นคิดหาสาเหตุที่ทำให้ปีศาจไซบอร์กแผ่รังสีมาคุขนาดนั้น ทางด้านเจนอสก็กำลังครุ่นคิดกับตัวเองอยู่เหมือนกัน

คิงให้ของขวัญอาจารย์? แถมอาจารย์ยังรับมาด้วย? ทำไมกัน ของนั่นมันก็แค่เกม ถึงอาจารย์จะชอบเล่นเกมแต่ก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะอยากได้ หรือว่าอาจารย์อยากได้แต่ไม่กล้าบอกเรา! นี่เราทำตัวเป็นศิษย์ได้ไม่ดีพองั้นเหรอ อาจารย์ถึงไม่อยากพึ่งพาเรา!

"เอ่อ...ไซตามะ นายใช้งานเจนอสหนักไปหรือเปล่า..." คิดแล้วคิดอีก คิดยังไงก็คิดไม่ออก คิงจึงหันไปถามไซตามะที่นั่งกดเกมเพลินไม่ได้รับรู้ถึงรังสีมาคุที่แผ่ออกมาจากคนในครัวเลยสักนิด

"เอ๋" ไซตามะหันตามคิงมองไปทางครัว "เจนอส มีอะไรงั้นเหรอ โอ๊ะ จะเรียกให้ไปช่วยสินะ โทษที" ไซตามะคิดว่าตัวเองเอาแต่เล่นเกม ไม่ได้ช่วยเตรียมอาหารเจนอสเลยออกมาเรียก จึงวางเกมลงแล้วเดินไปหา

ฝั่งเจนอสสะดุ้งที่ตนทำให้อาจารย์เข้าใจผิด ครั้นจะปฏิเสธก็ไม่ทันแล้วเพราะอาจารย์เข้ามาในครัวแล้ว

"อ๊ะ อาจารย์ คือว่าไม่ใช่ครับ..."

"รีบทำหม้อไฟกันดีกว่า จะได้กินแล้วนั่งเล่นเกมโต้รุ่งกัน"

สุดท้าย ศิษย์อาจารย์ก็เตรียมอาหารทำหม้อไฟอยู่ในครัวเล็กๆ กันสองคน เจนอสถือโอกาสนี้ถามอาจารย์ของตน

"อาจารย์ ทำไมคิงถึงให้ของขวัญอาจารย์ได้ล่ะครับ"

ไซตามะหันมองไซบอร์กหนุ่ม รู้สึกเหมือนเหงื่อกำลังซึมออกมาอีกครั้ง

ทำไมกลับมาถามเรื่องนี้อีกแล้วล่ะฟะ

"ก็...เอ่อ...ก็คิงเป็นเพื่อนไง...เพื่อนกันให้ของขวัญก็ต้องรับไว้สิ"

“แล้ว…” เจนอสทำท่าจะต่อความ ไซตามะจึงรีบพูดดัก

“นี่! เลิกพูดถึงเรื่องนี้ได้แล้วน่า ถ้านายพูดอีกฉันจะไม่ให้นายเป็นศิษย์อีกต่อไปนะ!”

นั่นแหละ ถึงทำให้เจนอสเงียบไปจนหลังมื้ออาหารได้




หลังจากมื้ออาหารที่เจนอสไม่ได้เข้าร่วมบทสนทนาเลยสักนิดแต่ปล่อยพลังงานอึมครึมบางอย่างอยู่ตลอดเวลา (แน่นอนว่ามีคิงคนเดียวที่สัมผัสได้) คิงกับไซตามะก็เอาแต่เล่นเกม ไม่ได้สนใจเจนอสอีก จนกระทั่งเลยเที่ยงคืน ไซตามะก็เริ่มหาว

“ไซตามะ ง่วงแล้วเหรอ” คิงถาม

ไซตามะสัปงกตอบ พยายามลืมตากดเกมต่อ แต่ก็หาวแล้วหาวอีกจนคิงรู้สึกสงสาร

“ง่วงงั้นก็นอนเถอะ ไม่ต้องเล่นแล้ว”

“โทษทีนะ กะว่าจะโต้รุ่งกันแท้ๆ” ไซตามะวางเกมลงแล้วเลื้อยไปนอนในฟูก ก่อนจะหลับไปยังไม่ลืมบอกคิงว่า “อ๊ะ นายนอนที่นี่ก็ได้นะ อยากได้อะไรก็ถามเจนอสได้เลย ฉันนอนล่ะ”

คิงรู้สึกหน้าซีดทันที จะให้ไปคุยกับปีศาจไซบอร์กที่ปล่อยรังสีมาคุมาตลอดเย็นนั่นน่ะเหรอ

ตอนนั้นเอง คิงรู้สึกเหมือนมีสายตาอาฆาตจับจ้องอยู่ด้านหลัง

“นายจะเอายังไง จะนอนที่นี่หรือเปล่า” เจนอสถามเสียงห้วน

คิงมองหน้าเจนอสแล้วครุ่นคิดว่าถ้านอนที่นี่ตัวเองจะถูกไล่ไปนอนนอกระเบียงหรือเปล่า เพราะยังไงห้องของไซตามะก็เล็กซะขนาดนี้ ว่าแต่เจนอสพักที่นี่กับไซตามะใช่ไหมนะ ห้องเล็กขนาดนี้เขาอดสงสัยนิดหน่อยไม่ได้จริงๆ ว่าเจนอสนอนตรงไหนกันนะ…

“เอ่อ...ฉันกลับบ้านดีกว่า...ไม่อยากรบกวน...” คิงพูดเสียงอ่อน

“ก็ดี” เจนอสพูดอย่างไร้เยื่อใย แถมยังหลีกทางให้คิงเดินไปหน้าประตูด้วย

เขาช่างเป็นปีศาจไซบอร์กที่สมฉายาปีศาจไซบอร์กจริงๆ…

คิงคิดแล้วรีบเก็บของตัวเองเดินออกจากห้อง โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดึกดื่นเที่ยงคืนป่านนี้แล้วเขาจะหาทางกลับบ้านยังไง แถมอากาศก็หนาวด้วย

คิดผิดจริงๆ ที่มาบ้านไซตามะ นี่ตัวฉันยังไม่หายซวยอีกงั้นเหรอเนี่ย

หลังจากไล่(?)คิงกลับไปได้แล้ว เจนอสก็กลับมาเก็บกวาดห้อง คืนวันคริสต์มาสผ่านไปอย่างไม่มีความหมาย เจนอสหลับตา คิดซะว่ามันก็แค่วันหนึ่ง ไม่ต้องเป็นวันพิเศษก็ได้ ที่เขาจะให้ของขวัญแก่อาจารย์ของตัวเอง

แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่อยากได้ของขวัญจากเขาแต่กลับรับของขวัญจากคิง ทั้งที่เขาอยู่ใกล้ชิดอาจารย์มากกว่าแท้ๆ

หรือนี่คือเส้นคั่นระหว่างศิษย์อาจารย์และเพื่อน...

เพื่อนเหรอ

ตั้งแต่หมู่บ้านเขาถูกทำลาย เขาก็ลืมความหมายของคำว่าเพื่อนไปแล้ว

ตอนนี้ทุกคนที่รู้จัก ล้วนแต่เป็นผู้มีพระคุณของเขาทั้งสิ้น ทั้งด็อกเตอร์คุเซโนะ และอาจารย์ไซตามะ...

เจนอสมองไซตามะที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มหนาราวกับดักแด้ จากนั้นจึงหยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะใกล้ๆ กับฟูกนอน มันเป็นของขวัญที่เจนอสเตรียมไว้เมื่อวานหลังจากที่อาจารย์ของเขาบอกว่าไม่อยากได้อะไร

ถึงไม่อยากได้ ลูกศิษย์คนนี้ก็ยังอยากให้อยู่ดี

ดังนั้น เขาจึงตั้งใจแกะสลักรูปปั้นเป็นรูปอาจารย์ เคลือบเงาลงแวกซ์อย่างดี อยากให้มันเป็นเหมือนถ้วยรางวัลที่อาจารย์ของเขาควรได้

อาจารย์ของเขาควรได้รับการชื่นชมและยกย่อง ไม่ใช่ถูกก่นด่าและตราหน้าว่าเป็นไอ้ขี้โกงแบบนี้

เจนอสเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองจ้องอาจารย์จนผู้เป็นอาจารย์รู้สึกตัวงัวเงียตื่นขึ้นมา

"หือ เจนอส...มีอะไรเหรอ..."

"อ๊ะ ไม่มีอะไรครับ"

"งั้นก็นอนได้แล้ว ปิดไฟด้วยล่ะ..."

พูดจบ ไซตามะก็กระชับผ้าห่มแล้วหลับต่อ

ไซบอร์กหนุ่มเดินไปปิดไฟ แล้วกลับมาล้มตัวนอนบนพื้นข้างๆ อาจารย์ สายตายังคงจับจ้องไปยังคนในม้วนผ้าห่มที่หลับไปแล้ว

...ถึงจะไม่มีใครเห็นความดีของอาจารย์ ถึงทุกคนจะมองว่าอาจารย์เป็นคนที่แย่แค่ไหน แต่ผมรู้ดีทุกอย่าง ผมรู้จักอาจารย์ดีที่สุด อาจารย์ไม่ต้องห่วงนะครับ ถ้าไม่มีใครอยู่ข้างอาจารย์ ผมจะอยู่เคียงข้างอาจารย์เองครับ...

เจนอสหันหน้ามองเพดาน แล้วหลับตา

คืนวันคริสต์มาสผ่านไปแล้ว ปีนี้คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ไซตามะได้ของขวัญ

เจนอสก็เช่นกัน



------------------------------------------------------

โม้ยาวๆ

ตอนแรกคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะแต่งยังไง แต่ไหนๆ ก็อัพลงทวิตไปครึ่งนึงแล้วก็เลยเข็นๆ ให้มันจบๆ ตอนไป T-T  ก็เลยออกมาเห่ยแบบนี้ล่ะค่ะ (แถมยังเลทอีก...นี่ฟิคคริสต์มาสนะ ฮือ) แต่ยังดีที่มีโอกาสได้ใส่คิงลงไปในฟิคด้วย จริงๆ ก็อยากเขียนคนอื่นด้วย เพราะชอบตัวละครเรื่องนี้หลายตัวเลย ทั้งซอมบี้แมน โบรอส มุเม็นไรเดอร์ ไว้มีโอกาสจะเทกาวแล้วจับทุกคนมายำรวมกันสักครั้งค่ะ (....)

ส่วนบรรทัดสุดท้ายของฟิค ที่ว่าเจนอสได้ของขวัญเหมือนกันนั้น เราหมายถึงเจนอสได้ "คนที่อยู่ด้วยในคืนวันคริสต์มาส" ค่ะ //กาวมาเต็ม เอ้า ซู้ดดดดดดด

นาราคัส เจโนไซ(ด์)ชิปเปอร์