แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Daomu fic แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Daomu fic แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

[Daomu Fic] Unexpected Journey


Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน


Unexpected Journey
แก๊งสามเหลี่ยมเหล็ก
หาสาระมิได้ มีแต่มุกกากๆ เวลาอ่านโปรดทำใจ


            ข้างๆ ชมรมผู้ศึกษาตราประทับซีเหลิ่งอิ้งเซ่อ เมืองหังโจว ผมที่กำลังอ่านนิยายเรื่อง “บันทึกนักโบราณคดี” อยู่ ถูกขัดจังหวะโดยชายแก่ตัวเตี้ย ผมขาวโพลนคนหนึ่ง

            “ที่นี่ใช่ร้านรับจ้างสารพัดหรือเปล่า” เขาถามด้วยสำเนียงจีนแปลกๆ

            ผมเหลือบมองแล้วตอบไปอย่างมืออาชีพ “ใช่ แต่ค่าจ้างแพงนะ”

            งานรับจ้างสารพัด หมายถึงต้องทำได้สารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ งานราษฎร์หรืองานหลวง แต่เนื่องจากคนส่วนมากคิดมักง่ายเกิน งานอะไรที่ขี้เกียจทำหรือไม่อยากทำก็โยนให้ร้านผมหมด หลังๆ มานี้ก็เลยต้องอัพราคาให้คุ้มค่าเหนื่อยบ้าง ถ้ายอมจ่ายหนักผมก็ยินดีรับงาน แม้จะถูกจ้างให้ไปล้างส้วมก็ตาม

            “เรื่องเงินไม่มีปัญหา คุณเรียกผมว่าเหลาต่วนก็ได้ ผมอยากให้คุณตามหาสิ่งของอย่างหนึ่ง” ชายแก่ผมขาวยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ บนกระดาษที่ค่อนข้างเก่ามีรูปที่วาดด้วยสีน้ำมันรูปหนึ่ง เป็นรูปวัตถุทรงกลมขนาดเกือบเท่าฝ่ามือ มีแสงสีขาวเรืองรองดูสวยงามเหมือนเป็นอัญมณีชนิดหนึ่ง สีพื้นหลังเป็นสีโทนเข้ม ช่วยขับให้รูปอัญมณีนั้นเปล่งประกายสมจริงยิ่งขึ้น

            “ผมไม่สามารถหาภาพถ่ายมาได้เลยต้องจ้างคนวาดเอา มันเป็นของโบราณน่ะ คนที่เคยเห็นของจริงมีแต่คนรุ่นปู่ผม แต่ยังไงภาพนี้ก็เป็นภาพที่ใกล้เคียงกับของจริงที่สุด”

            ของโบราณ? ผมนึกถึงไข่มุกราตรีที่สามารถส่องแสงได้ ผมเคยเห็นมันมาก่อน รูปร่างก็ทรงกลมคล้ายกับในรูปวาด ยิ่งนึกดูก็ยิ่งใช่ จึงอ้าปากถามดู “นี่คือไข่...”

            ยังพูดไม่จบ ตาแก่เหลาต่วนก็โพล่งขึ้น

            “มันคือเพชรอาร์เคนสโตน”

            ผมร้อง “หะ?” ออกมาคำหนึ่ง รู้สึกงงงวยอย่างยิ่งยวด ไอ้เม็ดขาวๆ ส่องแสงได้แถมเป็นของโบราณนี่มันก็มีแต่ไข่มุกราตรีไม่ใช่เรอะ

            เหลาต่วนเหมือนไม่ได้สนใจหน้าตางงๆ ของผม พูดต่อไปว่า “ค่าจ้าง ผมให้เท่านี้” เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว หนึ่งแสนหยวนงั้นเรอะ ถึงผมจะเรียกค่าจ้างแพงแต่หนึ่งแสนหยวนมันแพงเกินไปหน่อยหรือเปล่าสำหรับไข่มุกราตรีแค่เม็ดเดียว หรือตาแก่คนนี้เป็นคนมีเงิน ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ไปหาซื้อเอาตามตลาดมืด

            ผมอ้าปากจะถาม เขาก็อธิบายขึ้นมาอีก “หนึ่งล้านสำหรับค่าจ้างของคุณ”

            น้ำลายผมแทบหกออกมาจากปากที่อ้าค้าง ถามเขาทันทีด้วยความสงสัย “หนึ่งล้าน? คุณยอมจ่ายหนึ่งล้านเพื่อไข่มุกราตรีเม็ดเดียวเนี่ยนะ ของแบบนี้ผมหาตามท้องตลาดให้คุณก็ได้ แถมได้มากกว่าหนึ่งเม็ดด้วย”

            เขาสายหัว ยิ้มน้อยๆ บอกว่า “นี่คือเพชรอาร์เคนสโตน เป็นเพชรเพียงเม็ดเดียวที่ส่องแสงเปล่งประกายเป็นพิเศษอย่างไม่มีเพชรเม็ดไหนเทียบได้”

            ผมดูรูปอีกครั้ง ไม่รู้ว่าคนวาดวาดเกินจริงไปหรือเปล่า แต่มันก็เหมือนอัญมณีที่เปล่งประกายเป็นพิเศษจริงๆ นั่นแหละ ดูท่าตาแก่นี่จะหลงใหลในไข่มุกเม็ดนี้มาก ผมทำท่าเออออตามน้ำไป

            “แล้วคุณจะให้ผมเริ่มหามันจากตรงไหน”

            “ผมรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนแต่ไม่กล้าเข้าไปเลยมาจ้างคุณ”

            ตาแก่นี่ยอมจ่ายขนาดนี้ไม่ใช่งานหมูแน่ ผมเลยบอกเขาไปว่าต้องขอดูสถานที่และความเสี่ยงก่อนว่าคนของผมจะรับมือได้ไหม

            เหลาต่วนหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วเล่าตำนานของเพชรเม็ดนี้ให้ฟังว่า เพชรอาร์เคนสโตนเป็นสมบัติประจำชนเผ่าเอ่อร์ปัว บรรพบุรุษของเขาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ผมแอบแปลกใจนิดหน่อยตอนที่ได้ยินเขาเล่าว่าชนเผ่าเอ่อร์ปัวสมัยนั้นอาศัยอยู่ในภูเขาฉางไป๋ซาน ชนเผ่านี้มีความเชื่อว่าเพชรอาร์เคนสโตนมีพลังอำนาจทำให้พวกเขารุ่งโรจน์ พวกเขาขุดพบเพชรเม็ดนี้ใต้ภูเขาฉางไป๋ซานตอนขุดแร่ จากนั้นพวกเขาก็ทำมาค้าขึ้น เข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุด แต่หลังจากนั้นในช่วงต้นราชวงศ์ชิง ฉางไป๋ซานเกิดแผ่นดินไหวครั้งหนึ่ง รุนแรงพอที่จะทำให้ภายในภูเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง ก๊าซพิษใต้ภูเขาถูกปล่อยออกมาทำให้คนทั้งเผ่าต้องหนีตาย เส้นทางเข้าไปในภูเขาทุกเส้นก็ถูกถล่มปิด เพชรถูกฝังไว้อยู่ในภูเขาปิดตายพร้อมทรัพย์สมบัติทั้งหมดของชนเผ่าเอ่อร์ปัว ผู้ที่รอดชีวิตไม่กี่สิบคนไม่มีใครกลับเข้าไปเพื่อทรัพย์สมบัตินั้น ทั้งหมดลงจากภูเขาแล้วใช้ชีวิตบนตีนเขาแทน

            เหลาต่วนคิดว่านี่เป็นแค่เรื่องเล่าหลอกเด็กเท่านั้น พอโตขึ้นก็หลงลืมเรื่องนี้ไป  แต่เมื่อไม่นานมานี้เขาปีนขึ้นยอดเขาไปเก็บสมุนไพร เจอหิมะถล่ม โชคดีที่ตัวเขาไม่เป็นอะไร แต่หิมะถล่มนั่นทำให้เขาเห็นรู รูหนึ่งบ่นช่องเขา เหลาต่วนเดินเข้าไปดู พบทางเดินเข้าไปในภูเขา ในช่องทางเดินนั้นมีโครงกระดูกมนุษย์อยู่เต็ม ข้างกำแพงก็เป็นหินแกะสลักลวดลายรูปคนตัวเตี้ยอันเป็นอัตลักษณ์ประจำเผ่าเอ่อร์ปัว เขานึกถึงตำนานเรื่องนั้นแล้วรู้ทันทีว่ามันเป็นเรื่องจริง เขาไม่กล้าเข้าไปจึงรีบลงเขาไปบอกคนอื่นๆ แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ ถึงจะเชื่อก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเข้าไปดู เขาก็เลยมาหาผม

            “ผมเห็นคุณเล่าว่าชนเผ่าคุณหนีตายมา ใช้ชีวิตอยู่บนตีนเขา ดูท่าไม่น่าจะสุขสบายนัก แล้วคุณจะเอาเงินที่ไหนมาจ้างผม” ผมถามตรงๆ การประเมินความเสี่ยงที่จะถูกเบี้ยวค่าจ้างก็เป็นงานผมเหมือนกัน

            ตาแก่หัวเราะในลำคอเบาๆ พูดว่า “เรื่องในอดีตผมไม่รู้หรอก แต่คุณอย่าลืมนะ ว่าตอนนี้ฉางไป๋ซานเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สมัยนั้นอาจมีคนบุกเบิกภูเขาฉางไป๋ซาน บรรพชนของผมอาจรับจ้างคนขึ้นเขาก็ได้ จากนั้นก็เริ่มทำธุรกิจสร้างที่พักให้นักท่องเที่ยว ทำทัวร์ขึ้นเขา ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงรุ่นผมเงินหนึ่งล้านก็หาไม่ยากแล้ว ถ้าคุณกลัวผมจะเบี้ยวค่าจ้าง ผมจ่ายมัดจำให้คุณก่อนได้ ทันทีที่คุณตกลงรับงานนี้”

            เห็นผมพยักหน้าอย่างครุ่นคิด เขาก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง “อีกอย่าง ได้ยินว่าทรัพย์สมบัติของชนเผ่าเอ่อร์ปัวที่ถูกฝังอยู่ใต้ภูเขานั่นเป็นทองคำทั้งนั้น แถมมีมากมายมหาศาล คุณจะหยิบมาสักชิ้นสองชิ้นก็ไม่มีใครรู้หรอก”

            ผมมองเขาอย่างสงสัย มีอย่างที่ไหน เจ้าของบ้านแนะให้คนอื่นไปขโมยของในบ้านตัวเอง ถึงจะเป็นบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างของบรรพบุรุษก็เถอะ

            “แล้วคุณไม่สนใจทรัพย์สมบัติของชนเผ่าคุณเลยหรือ”

            ตาแก่ส่ายหัว “ผมสนใจแค่เพชรเม็ดนี้เท่านั้น คุณแค่เอาเพชรเม็ดนั้นมาให้ผมก็พอ มันน่าจะถูกเก็บอยู่ในคลังสมบัติที่นั่นแหละ”

            ฟังดูเหมือนง่าย แต่ผมย่อมไม่มองข้ามสิ่งสำคัญไปอยู่แล้ว “ความเสี่ยงล่ะ ที่นั่นมีอันตรายไหม”

            ตาแก่พูดยิ้มๆ “คุณฟังที่ผมเล่าแล้วว่าข้างในมีแก๊สพิษ ข้างในภูเขาเป็นบ้านของบรรพบุรุษผม แต่ไม่ใช่บ้านของผม พูดตรงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าจะเจออะไรในนั้นบ้าง”

            “แล้วผมพาคนของผมเข้าไปไม่ตายห่ากันหมดหรือ”

            “ผมมีแผนที่โบราณอยู่ เก่าแก่มาก ปู่ผมบอกว่าเป็นแผนที่ในภูเขา ถ้านั่นเป็นของจริงเส้นทางในภูเขาก็ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ ถ้าคุณรับงานผมจะเอาให้คุณดู”

            ผมพยักหน้ารับ บอกตาแก่ว่าขอปรึกษากับคนของผมดูก่อน ให้ทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ ถ้าตกลงรับงานผมจะโทรกลับไป

            ตกเย็น ผมโทรบอกนายอ้วนเรื่องงาน เขาเป็นคนคุยง่ายและเห็นแก่เงิน เขาบอกให้ผมรีบโทรไปรับงานทันทีที่ผมบอกเรื่องจำนวนค่าจ้างกับเขา แต่พอผมพูดเรื่องแก๊สพิษ นายอ้วนก็เงียบไปพักหนึ่ง แล้วพอผมพูดเรื่องทรัพย์สมบัติใต้ภูเขานั่น เขาก็กระตือรือร้นขึ้นมาอีก

            “นายแน่ใจนะ ว่าไม่ได้ถูกตาแก่นั่นหลอกเรื่องสมบัติ”

            “ก็ไม่แน่ มันน่าลองไหมล่ะ”

            “งั้นตกลง! งานนี้เสี่ยอ้วนเอาด้วย!”

            เป็นอันว่านายอ้วนรับงานนี้ ทีนี้ก็เหลืออีกหนึ่งคน...

            ผมมองไปทางชั้นวางของที่อยู่หลังร้าน ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งเดินออกมาจากตรงนั้นเงียบๆ เขาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ผมไม่รู้ แต่ผมรู้สึกว่าเขาคงได้ยินเรื่องที่ตาแก่พูดหมดแล้ว

            “เสี่ยวเกอ นายจะเอาไง”

            เขาจ้องผมนิ่งๆ อยู่เกือบสิบวินาที แล้วพูดขึ้น “ฉันไม่มีปัญหา”

            ผมนึกแล้วว่าคำตอบของเขาต้องเป็นคำนี้ หมอนี่ก็เป็นแบบนี้เรื่อย ชอบตีหน้าขรึม พูดน้อย วันๆ เอาแต่นั่งเหม่อเป็นเมินโหยวผิง(เรือพ่วงน่าเบื่อ) ผม‘เก็บ’เขาได้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เขาความจำเสื่อม ไม่มีที่มาที่ไป ผมเห็นเขามี‘ความสามารถ’ ก็เลยรั้งให้เขาอยู่ทำงานด้วย

            แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ ว่างานนี้จะเป็นงานชิ้นสุดท้ายที่เขากับผมจะได้ทำด้วยกัน




            สองวันถัดมา ผม นายอ้วน และเมินโหยวผิงรวมตัวกันอยู่ที่ตีนเขาฉางไป๋ซานในโรงแรมของเหลาต่วน เขาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเรามากันแค่สามคน แต่ผมบอกเขาว่าเราเป็นมืออาชีพพอ คนน้อยคล่องตัวกว่า เขาพยักหน้าแล้วจ่ายเงินมัดจำเรามาหนึ่งในสาม บอกว่าถ้าเอาเพชรออกมาได้จะจ่ายที่เหลือให้ แล้วเขาก็เปิดห้องให้เราพักผ่อน เอาแผนที่โบราณมาให้ผมดู และเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างสำหรับขึ้นเขาให้ก่อนออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น

            แผนที่โบราณนั่นเหมือนจะเป็นแผนที่ของจริง ผมเคยทำงานกับของเก่าแบบนี้มาเยอะจึงพอดูออก เส้นทางไม่ซับซ้อนอย่างที่ตาแก่ว่า ทางแยกก็ไม่เยอะ ผมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็จำได้หมดว่าต้องเลี้ยวแยกไหนบ้างถึงจะไปถึงคลังสมบัติ สถานที่ที่คิดว่าน่าจะเก็บเพชรอาร์เคนสโตนเอาไว้
            วันถัดมา เราเริ่มเดินทางกันตั้งแต่เช้าโดยมีเหลาต่วนเป็นคนนำทาง โชคดีที่บนภูเขาลมไม่แรง ไม่มีพายุ เดินเพียงไม่กี่วันก็พ้นจากจุดที่มีนักท่องเที่ยว แต่อุณหภูมิบนเขาลดลงเรื่อยๆ ทำให้พวกเราเดินกันช้าลงเพราะแข้งขาแข็งไปหมด

            “ไม่เห็นจะบอกก่อนว่าที่นี่จะหนาวขนาดนี้!” นายอ้วนบ่น กอดตัวเองจนกลมป๊อกเหมือนโอ่ง
ขนาดนายยังบ่นหนาว คนอื่นไม่หนาวกว่าหรือไง ผมอยากบอกนายอ้วนไปแบบนั้นแต่พออ้าปากเพียงเล็กน้อยปากก็สั่น ฟันกระทบกันกึกๆ อย่างควบคุมไม่ได้

            เหลาต่วนค่อนข้างท้วม ถึงจะไม่เท่านายอ้วน แต่ก็ดูเหมือนความหนาวไม่ทำให้เขาเดือดร้อนสักเท่าไหร่ นั่นคงเพราะเขาเป็นคนในพื้นที่ เขาหันมามองพวกเราแล้วยิ้มน้อยๆ แล้วบอกให้เราพักกันก่อน

            เราเลือกมุมหนึ่งของกองหินใหญ่เข้าไปนั่งอบอุ่นร่างกาย จุดเตาไร้ควัน พลางทบทวนแผนการกันอีกรอบ

            “ถ้าพวกคุณเร่งฝีเท้ากันหน่อย อีกวันครึ่งก็ถึงรูนั่นแล้ว แต่ถ้าคุณเดินทางช้าลงก็อาจถึงภายในสองสามวัน แต่ดูจากสภาพอากาศ พายุหิมะจะก่อตัวขึ้นในอีก...” เหลาต่วนมองท้องฟ้าแล้วคำนวณ “สามวันนี้แหละ”

            “ถ้าอุณหภูมิยังลดต่ำเรื่อยๆ แบบนี้ คงเร่งฝีเท้าไม่ได้ ทางที่ดีผมว่าพวกเราคงต้องใช้วิธีอื่น” ผมบอก

            ตาแก่เลิกคิ้วข้างหนึ่ง ถามขึ้นว่า “พวกคุณมีวิธีอื่นรึ?”

            ผมไม่ตอบ แต่ยิ้มบางๆ ให้เขา หันไปหาเสี่ยวเกอ บอกเขาว่า “เสี่ยวเกอ เอาคอปเตอร์ไม้ไผ่ออกมาหน่อย”

            เมินโหยวผิงจ้องผมเหมือนจะถามว่าเอาจริงหรอ ผมพยักหน้าให้ เขาก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อฮู้ดตรงหน้าท้อง หยิบอุปกรณ์ที่เป็นเหมือนก้านใบพัดขึ้นมาสี่อัน

            คอปเตอร์ไม้ไผ่เป็นอุปกรณ์พิเศษของเมินโหยวผิง จะเรียกว่าของวิเศษก็ได้ ผมไม่รู้ว่าเขาเอามันมาจากไหน แต่เห็นได้ว่ามันเป็นอุปกรณ์ไฮเทค และช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก เขามีอุปกรณ์แบบนี้หลายอย่างแต่เอามาใช้เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น เขาบอกว่าเพราะมันไม่จำเป็นต้องใช้

            บางครั้งผมก็เคยคิดว่าก่อนจะความจำเสื่อมกลายเป็นคนเร่ร่อน เมินโหยวผิงอาจทำงานให้องค์กรลับอะไรสักอย่าง หรือเป็นสายลับอะไรทำนองนั้น ผมเคยสืบหาประวัติเขาด้วย แต่ไม่เจออะไรเลย เขาเหมือนไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้ นั่นยิ่งทำให้ผมแน่ใจว่าเขาอาจเป็นสายลับจริงๆ

            ผมส่งคอปเตอร์ไม้ไผ่หนึ่งอันให้เหลาต่วนที่งงเป็นไก่ตาแตก บอกให้ติดไว้ตรงไหนก็ได้แล้วอุปกรณ์จะทำงาน

            “ก็เหมือนกับโดดร่มน่าลุง เพียงแต่เจ้านี่จะลอยขึ้น” นายอ้วนตบไหล่เขา ติดคอปเตอร์ไม้ไผ่แล้วลอยขึ้นเป็นคนแรก

            เหลาต่วนบินได้ทุลักทุเลมาก เขาร้องโวยวายสติแตกตั้งแต่แรกที่ขาลอยจากพื้นหิมะ สองมือกุมฐานคอปเตอร์ที่ติดไว้บนหัว กลัวตกลงไป เขาควบคุมทิศทางไม่ได้ ลอยสูงอย่างเดียว นายอ้วนต้องบินเข้าไปขนาบข้าง จับเขาไว้ เขาจึงนำทางต่อได้

            ขึ้นเขาด้วยคอปเตอร์ไม้ไผ่สบายกว่าเยอะ ตอนพลบค่ำเราขึ้นไปจนเกือบถึงจุดที่ตาแก่บอกว่ามีประตูอยู่ พวกเราอยากจะขึ้นต่อไปอีก แต่ยิ่งสูงลมยิ่งแรงขึ้น พัดเอาพวกเราปลิวไปตามทิศทางลม เมินโหยวผิงบอกว่าแบตเตอรี่คอปเตอร์ไม้ไผ่เริ่มอ่อนแล้ว ต้องลงพื้นแล้วเดินต่อกันเอง

            เหลาต่วนบอกว่าชาตินี้จะไม่ขอเท้าลอยอยู่เหนือพื้นอีกแล้ว พักกันยี่สิบนาทีก็เดินทางต่อ ไหนๆ ก็ใกล้จะถึงแล้ว เราจึงตัดสินใจไปให้ถึงที่หมายก่อนค่อยพักทีเดียว เส้นทางราบรื่นไปตลอดจนฟ้ามืด พวกเรามาถึงหน้ารูที่เหลาต่วนบอก ผมโกยหิมะ ออกเพื่อดูรูที่ว่าให้ชัดๆ มันเป็นช่องหินสี่เหลี่ยมทรงแคบที่สูงเท่าไหล่ผมเท่านั้น เมินโหยวผิงส่องไฟฉายเข้าไป ด้านในเป็นทางตรงลึกเข้าไปในภูเขา มืดมาก ปากทางเข้ามีโครงกระดูกผุๆ กองอยู่เต็ม พวกเราช่วยกันรื้อโครงกระดูกออกมาฝังไว้ข้างนอก แล้วส่องไฟสำรวจเข้าไปในทางเดิน ข้างในมีพื้นที่ไม่มากแต่ก็พอให้นอนเบียดกันได้ ผนังด้านในทั้งสองฝั่งมีภาพแกะสลักพร้อมอักษรประหลาดจำนวนหนึ่งอยู่ด้วย

            ผมตรวจดูผนังเล็กน้อย นายอ้วนจุดเตาไร้ควันตรงทางเดินแล้วเอาอาหารออกมาอุ่นแบ่งกันกิน เราตกลงกันว่าเหลาต่วนจะไม่เข้าไปด้วย เหลาต่วนบอกว่าหลังจากพวกเราเข้าไปแล้ว เขาจะกลับไปรอที่จุดชมวิวของนักท่องเที่ยว ถ้าภายในห้าวันพวกผมไม่กลับลงไป เขาจะขึ้นมาดูใหม่ แล้วเขายังถามเราอีกว่ามีอะไรจะสั่งเสียไหมเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผมด่าเขาในใจว่าตาเฒ่าปากเสีย แต่นายอ้วนฉุนจนด่าเขาออกมาคำหนึ่งแล้วบอกว่าให้เขาเตรียมเงินค่าจ้างที่เหลือรอไว้ได้เลย

            พวกเรานอนพักผ่อนเอาแรง วันรุ่งขึ้นก็แยกกับเหลาต่วน เดินตามทางเดินเข้าไปข้างใน เมินโหยวผิงใช้วิชา‘สองนิ้วสำรวจถ้ำ’ ใช้สองนิ้วที่ยาวเป็นพิเศษสัมผัสกำแพงซ้ายทีขวาทีเพื่อตรวจหากลไกกันขโมย ผมอาศัยจังหวะนี้ส่องกำแพงดูภาพแกะสลัก มันเป็นภาพวาดเล่าวิถีชีวิตของชนเผ่าเอ่อร์ปัว ภาพที่แกะสลักใกล้ๆ ทางเข้าไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นมากนัก แต่รูปในโถงทางเดินค่อนข้างน่าสนใจ

            รูปที่แกะสลักบนผนังนั้นเป็นรูปคนตัวเตี้ยๆ ป้อมๆ ทำกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ขุดดิน สร้างที่อยู่อาศัย ขุดแร่ และหลอมแร่ มีภาพที่มีคนลากเกวียนที่บรรจุแร่ไว้เต็มออกจากภูเขา ลงไปตามทางเดินหิมะ แล้วใช้แลกเปลี่ยนกับเสบียงอาหารของชาวเกาหลีที่ตีนเขา ทีนี้ก็รู้แล้วว่าคนในภูเขาพวกนี้อยู่กินยังไง

            ขณะนี้นายอ้วนที่กระหายสมบัติ ร้องเร่งมาจากข้างหลัง เขาอยู่รั้งท้าย เห็นเสี่ยวเกอเดินย่อง ผมก็มองผนัง เดินนวยนาดกันทีละก้าวแล้วทนไม่ไหว

            “เดินเร็วๆ กันหน่อยสิ! น้องเสี่ยวเกอ ถ้าผนังไม่มีกลไกก็เดินตรงไปเลย เพดานนี่ก็ไม่รู้จะต่ำไปถึงไหน เสี่ยอ้วนก้มนานๆ ปวดเมื่อยไปหมดแล้ว”

            “พูดเป็นคนแก่ไปได้ เพิ่งจะเดินเข้ามาแค่ห้านาทีเอง” ผมแขวะเขาไปโดยอัตโนมัติ แต่ก็เร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด แล้วจู่ๆ เมินโหยวผิงที่เดินนำอยู่ข้างหน้าพลันหยุดกึก ผมจึงต้องหยุดตาม

            “มีอะไรหรอ” ผมถาม นายอ้วนนึกว่าพวกเราเจออะไรเลยชะโงกหน้ามาดูด้วย

            เมินโหยวผิงขยับตัว ส่องไฟฉายเยื้องไปด้านหน้า บนผนังด้านหนึ่งมีรูปแกะสลักรูปใหญ่ มันไม่ใช่รูปเล่าเรื่องวิถีชีวิตของชนเผ่าเอ่อร์ปัวแล้ว แต่เป็นรูปครึ่งตัวของสัตว์ลำตัวยาว มีเกล็ดเล็กละเอียดมาก

            “นั่นมันตัวอะไร” นายอ้วนถาม “เหมือนจะเป็น...งู?”

            “ไม่ใช่ ไม่ใช่งูแน่ๆ” ผมบอก เดินเข้าไปดูภาพบนผนังนั้นใกล้ๆ “ช่องปากเล็กเกินไป มันอ้าปากกว้างแบบงูไม่ได้ แถมยังมีเขี้ยวใหญ่อีกด้วย”

            “งั้นนั่นมันตัวบ้าอะไร”

            ผมตอบนายอ้วนไม่ได้ ผมไม่เคยเห็นสัตว์ประหลาดแบบนี้มาก่อน “สัตว์ลำตัวยาวแถมมีเขี้ยวใหญ่แบบนี้...”

            “มันคือมังกร” เมินโหยวผิงโพล่งออกมา

            มังกร? ผมรู้สึกหนังหัวชาวาบ ตาแก่เหลาต่วนไม่เห็นจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “หรือว่าชนเผ่าเอ่อร์ปัวบูชามังกร?”

            นายอ้วนร้องเฮอะ “บูชามังกร แต่แกะสลักไว้บนกำแพงแค่ครึ่งตัวอย่างนี้น่ะเรอะ? ไม่ต้องสงสัยเลย ที่แผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิดนี่ต้องเป็นเพราะเทพมังกรพิโรธแหงๆ”

            ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ แต่ก็ไม่รู้จะหาคำอธิบายอะไรมาค้าน จึงไม่ได้โต้ตอบนายอ้วน เมินโหยวผิงเดินต่อไป ผนังสองฝั่งมีรูปแกะสลักลายสัตว์ประหลาดนั่นเต็มไปหมด ไม่มีรูปสลักคนตัวเตี้ยอีกแล้ว
เดินต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเราก็พบอุโมงค์หินดิ่งลาดลงไปข้างล่าง แต่พื้นชันมาก นายอ้วนจึงลงไปก่อน ตามด้วยผมและเมินโหยวผิง ถ้าให้นายอ้วนรั้งท้ายเกิดเขาสะดุดหินล้มกลิ้งขึ้นมาผมคงถูกบี้ตายคาอุโมงค์นี่แน่ๆ

            แต่อุโมงค์นี่ชันมากจริงๆ ชันจนถ้าเกิดล้มกลิ้ง ก็คงกลิ้งไม่หยุดจนกว่าจะถึงปลายทางแน่ๆ

            “เทียนเจิน นายไหวหรือเปล่า หรือว่านายกำลังเล่นสไลเดอร์อยู่” นายอ้วนหันมาแขวะผมเมื่อได้ยินเสียงผมลื่นเป็นครั้งที่สาม

            “ถ้านายไม่เห็นฉันกลิ้งลงไปก็แปลว่าฉันยังไหวอยู่” ผมบอกเขา

            เนื่องจากที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าโบราณ ตลอดทางนอกจากผนังหินธรรมดาก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติใดๆ พวกเราเลยคิดว่าไม่น่าจะมีกลไกกันขโมยให้ระแวงนักจึงเร่งฝีเท้าขึ้น ไม่นานอุโมงค์หินก็เปลี่ยนเป็นซอกหินที่แคบลง กว้างเพียงหนึ่งช่วงแขน แต่พื้นกลายเป็นทางราบค่อยเดินสะดวกหน่อย เราเดินกันค่อนวันเพิ่งเจอทางแยกแรกในช่องแคบนั้น ตามเส้นทางที่ผมจำได้ ยังต้องผ่านทางแยกอีกสองครั้ง

            เดินต่อไปอีกหน่อยนายอ้วนก็บอกว่ารู้สึกหายใจไม่สะดวก ผมก็รู้สึกแสบๆ จมูกเหมือนกัน สุดท้ายพวกเราตกลงพักกันก่อน อาการแสบจมูกน่าจะเป็นเพราะก๊าซพิษเจือจางในอากาศทำให้ระคายเคือง ผมหยิบหน้ากากกันแก๊สมาใส่ นายอ้วนหันมาถามผมว่าต้องเดินอีกไกลไหม ผมบอกเขาไปว่าในแผนที่บอกว่าเส้นทางนี้ค่อนข้างยาว ต้องผ่านทางแยกอีกสองครั้ง

            ผมดูนาฬิกา เราออกเดินทางกันตอนบ่าย แต่อยู่ในภูเขาไม่มีแสงจากภายนอก ไม่รู้สึกว่าเป็นตอนกลางวันเลยสักนิด นายอ้วนเดินไปบ่นไปไม่หยุด ผมก็คอยแขวะเขาบ้าง ปลอบเขาบ้าง จนกระทั่งตกเย็น เราสามคนก็พ้นจากทางเดินในซอกหินนั่นออกมาสู่พื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง เราส่องไฟฉายไปรอบๆ แต่กำลังไฟจากไฟฉายส่องไม่พอให้เห็นอะไรเลย ผมลองจุดไฟเย็นแท่งหนึ่งขึ้นมา โยนไปด้านหน้า ก็ยังไม่เห็นอะไร นายอ้วนจึงหยิบปืนพลุออกมายิง ลูกไฟสว่างโร่สะท้อนผนังหินสูง ส่องให้เห็นว่าที่นี่รายล้อมด้วยภูผาหินสูง มีโซ่เหล็กสำหรับปีนป่ายโยงลากจากด้านบนลงมาสู่พื้น

            ลูกไฟค่อยๆ ร่วงลงต่ำ ตอนนั้นเองที่ผมได้เห็นวัตถุกองมหึมาเบื้องหน้า ห่างออกไปประมาณสองร้อยเมตร กองสมบัติมากมายมหาศาลพูนกันอยู่ในหลุมกว้างแห่งหนึ่ง แสงไฟกระทบกับทองคำส่องแสงระยิบระยับตรึงสายตาของผมให้จ้องมองมันเนิ่นนาน จนกระทั่งลูกไฟดับลง ทุกสิ่งกลับสู่ความมืดมิด
พวกเรามาถึงคลังสมบัติแล้ว

            “แม่เจ้าโว้ย!” นายอ้วนร้องออกมาเบาๆ เห็นได้ชัดว่าเขาก็อึ้งกับภาพที่เห็นเมื่อครู่เหมือนกัน เพียงแต่เขาตั้งสติได้เร็วกว่า ขณะที่ผมยังคงอ้าปากค้าง เขาก็วิ่งไปยังกองสมบัติด้านหน้าแล้ว
            “นายอ้วน!” ผมร้องด้วยความตกใจ แล้วรีบตามเขาไปพร้อมกับเมินโหยวผิง สถานที่แบบนี้บุ่มบ่ามเข้าไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้

            แต่พอมาถึงขอบหลุม เห็นนายอ้วนปีนป่ายขึ้นไปบนกองสมบัติ เลือกแจกันและเหยือกทองคำอย่างสำราญก็โล่งใจไปนิดหนึ่ง อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีกับดักกันขโมย คิดว่านะ

            “นายอ้วน อย่าลืมเป้าหมายที่แท้จริงที่เรามาที่นี่นะ” ผมเตือนเขา ส่วนตัวเองก็จดๆ จ้องๆ รอบตัวอยู่พักหนึ่งให้อุ่นใจแล้วจึงเริ่มเดินวนสำรวจรอบหลุมทองคำนี่บ้าง แสงไฟฉายส่องกระทบเนื้อทองคำเป็นประกายระยิบระยับจนแสบตา

            ถ้าหากเพชรอาร์เคนสโตนอยู่ปนกับกองสมบัตินี้ การหาเพชรหนึ่งเม็ดท่ามกลางภูเขาทองคำกองเบ้อเร่อนี่ต้องใช้เวลากี่วันกันนะ

            ผมกำลังคิดคำนวณพลางมองสำรวจรอบๆ หลุมทองคำ จู่ๆ เสียง ซู่ ก็ดังขึ้นมาจากอีกฟาก เหมือนเสียงคนรื้อกองสมบัติ คงจะเป็นนายอ้วน ผมส่ายหัวไม่สนใจแล้วเดินดูรอบๆ ต่อ สมบัติบางชิ้นมีรูปสลักคนตัวเตี้ยอยู่ด้วย หลุมสมบัตินี้ต้องเป็นทรัพย์สมบัติของชาวเอ่อร์ปัวแน่นอน แต่พวกเขาเอามาเก็บกองไว้ที่เดียวกันหมดนี่เลยหรือ ไม่กลัวโดนปล้นบ้างหรือไงนะ

            ขณะนี้เสียง ซู่ ดังขึ้นอีกครั้ง แถมดังยาวเป็นระลอก เสียงดังหนวกหูมาก ผมอ้าปากจะตะโกนบอกนายอ้วนให้เพลามือหน่อย ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งอุดปากผมจากด้านหลัง ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจ

            “อย่าส่งเสียง! ค่อยๆ ก้าวถอยหลัง” เสียงของเมินโหยวผิงเบาหวิวอยู่ข้างใบหู ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว

            เกิดอะไรขึ้น?

            เมินโหยวผิงค่อยๆ ดึงตัวผมให้ก้าวถอยหลังออกห่างจากหลุมสมบัติ มือหนึ่งยังคงปิดปากผมไว้ อีกมือเอื้อมมาปิดสวิตช์ไฟฉายในมือของผม ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิดทันที

            ผมถึงกับไม่กล้าหายใจแรง ไม่รู้สถานการณ์ตอนนี้จึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ เสียง ซู่ จากกองสมบัติยังดังอยู่ต่อเนื่อง และดังเกินกว่าจะเป็นเสียงนายอ้วนคุ้ยสมบัติ

            “มีตัวอะไรบางอย่างอยู่ใต้หลุม” เมินโหยวผิงกระซิบ ปล่อยมือที่ปิดปากผมในที่สุด

            ผมยังไม่กล้าส่งเสียงอะไร รอจนกระทั่งเสียง ซู่ เงียบลง ก็ได้ยินเสียงพ่นล่มหายใจของสัตว์แทน ผมที่อยู่ติดผนังหินถึงกับรู้สึกได้จากตรงนี้ว่าไอ้ตัวที่พ่นลมหายใจอยู่ในหลุมทองคำเป็นสัตว์ที่ตัวใหญ่มหึมา

            นั่นมันตัวบ้าอะไร?

            “ไอ้หยา ไม่ยักรู้ว่าชนเผ่าเอ่อร์ปัวเลี้ยงสัตว์ประหลาดไว้เฝ้าสมบัติด้วย” เสียงนายอ้วนกระซิบอยู่ไม่ไกล ผมรู้สึกฉุนกึก กระซิบด่าเขาไปว่า “นายไปทำอีท่าไหนไอ้ตัวนี้ถึงโผล่มาได้”

            “ฉันแค่หยิบนู่นจับนี่เรื่อยเปื่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่ามีไอ้ตัวบ้านี่อยู่ใต้กองสมบัติ!” ท้ายประโยคนายอ้วนส่งเสียงดังไปนิด ผมรู้สึกได้ว่าตัวที่อยู่ในหลุมทองคำขยับหนึ่งที ส่งเสียง ซู่ เบาๆ ท่ามกลางกองสมบัติ ดวงตาสีเหลืองเรืองรองสองจุดที่อยู่ไม่ไกล กำลังจับจ้องมาทางนี้

            นายอ้วนสะดุ้งปิดปากตัวเองทันที

            เจ้าตัวนั้นพ่นลมหายใจแรงๆ หนึ่งทีแล้วเริ่มเคลื่อนไหว ผมสัมผัสได้ถึงแรงสะเทือนบนพื้นเมื่อมันก้าวออกจากหลุม ดวงตาสีเหลืองเรืองรองในความมืดที่กำลังเพ่งมองมาทางนี้ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมจังหวะก้าวเดินของมันที่พุ่งตรงมา!

            “วิ่ง!” เมินโหยวผิงร้องบอกพร้อมถีบก้นผมจนหน้าทิ่ม ความร้อนที่พวยพุ่งไล่หลังมาทำให้ผมไม่มีเวลาหันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แสงไฟสว่างโร่ขึ้นมาจนผมแสบตา กลิ้งล้มคลุกคลานพยายามวิ่งไปข้างหน้า ในใจนึกคาดโทษเมินโหยวผิงอย่างแค้นเคือง

            หน็อย! ไอ้หมอนี่ ถีบซะเอวแทบหัก!!

            “หมอบ!” เมินโหยวผิงที่นำอยู่ด้านหน้าสั่งอีก ผมล้มตัวลงแนบพื้นทันที เปลวไฟลูกหนึ่งพุ่งผ่านหัวผมไป ความร้อนระอุทำให้เส้นผมและขนบนแขนที่ยกมาบังหัวแทบไหม้ ผมมองลอดใต้รักแร้ตัวเองไปยังจุดกำเนิดไฟ นั่นทำให้ผมตะลึงอีกครั้ง

            สิ่งมีชีวิตใหญ่ยักษ์กำลังโก่งลำคอยาวของมันพ่นเปลวเพลิงออกมา เกล็ดละเอียดของมันสะท้อนแสงไฟส่องประกายระยิบระยับ สัตว์ประหลาดตัวนี้เหมือนกับภาพสลักที่อยู่บนผนังทางเข้าเปี๊ยบ

            สัตว์ตัวใหญ่ลำคอยาว พ่นไฟได้ แถมยังมีสี่ขาและปีกค้างคาวยักษ์คู่หนึ่ง นี่คือมังกรของเผ่าเอ่อร์ปัวงั้นหรือ!

            “พวกนายล่อมันไว้ ฉันจะหาทางจัดการ” เมินโหยวผิงสั่งแล้ววิ่งหายไปในความมืดอีกด้าน ไม่ดูดำดูดีผมกับนายอ้วนที่เกือบถูกย่างเป็นหมู

            มังกรสีขาตัวนี้เอาแต่ไล่เผาผมกับนายอ้วน ไม่ได้สนใจเมินโหยวผิงเลยสักนิดเดียว ทุกครั้งที่มันพ่นไฟจะทิ้งกองไฟไว้หนึ่งจุด อย่างน้อยมันก็ช่วยส่องแสงให้ผมกับนายอ้วนไม่วิ่งไปชนผนังหิน ผมวิ่งอ้อมไปอีกด้านของหลุมสมบัติ หวังใช้ภูเขาทองคำกำบัง แต่เพียงเจ้าตัวนั้นใช้หัวพุ่งชนทีเดียว กองสมบัติก็กระจุยกระจายทันที

            ตาย ตายแน่ ตายแน่ๆ งานนี้!!!

            ผมสาปแช่งตาแก่เหลาต่วนในใจ ตาเฒ่านั่นไม่รู้ว่าจงใจปิดบังหรือไม่รู้จริงๆ ว่ามีไอ้ตัวนี้อยู่ในภูเขานี่ด้วย

            มังกรพ่นลมหายใจเป็นชุด ตั้งท่าเตรียมพ่นไฟอีกครั้ง

            “เทียนเจิน ทางนี้!” นายอ้วนร้องตะโกนแล้ววิ่งเข้าไปในรอยแยกบนผนังด้านหนึ่ง ผมไม่ทันสังเกตว่ามีรอยแยกตรงนี้ด้วย เป็นซอกหินแบบเดียวกับทางที่เราเข้ามาเพียงแต่แคบกว่า ผมวิ่งเข้าไปหลบ หัวมังกรมุดซอกหินเข้ามาไม่ได้ มันจึงพ่นไฟจ่อปากทางเข้า เปลวไฟร้อนระอุพุ่งผ่านช่องแคบลามมาถึงผมแทบจะในทันที ผมร้องลั่นอย่างสติแตก “เข้าไป ถอยเข้าไป!!” พร้อมดันตัวนายอ้วนที่พุงติดช่องแคบให้เข้าไปข้างในอีก

            ยิ่งลึกทางยิ่งแคบ นายอ้วนติดจนขยับไม่ได้ร้องบอกผมให้หยุดดันเขาได้แล้ว ไม่งั้นเขาจะกลายเป็นหมูแผ่นแล้ว ผมจึงหยุด โชคดีที่ซอกนี้ไม่ตันและลึกพอให้หลบ เปลวไฟพุ่งมาไม่ถึงตัวผมแล้ว แต่ผมรู้สึกว่าคิ้วตัวเองไหม้ไปหน่อยนึงแล้วเช่นกัน

            มังกรโกรธจัด พ่นไฟไม่หยุด ผมเหมือนจะเห็นผนังหินที่โดนความร้อนเริ่มละลาย รู้สึกไม่ปลอดภัยสักนิด ในใจนึกถึงเมินโหยวผิง ภาวนาให้เขาหาวิธีจัดการเจ้าตัวนี้เร็วๆ!

            มังกรพ่นไฟอย่างโกรธเกรี้ยวเป็นครั้งที่สาม ทันใดนั้นก็มีแสงประหลาดวาบขึ้นจากด้านหลังมังกร เปลวไฟมอดลงทันที แม้กระทั่งเสียงคำรามของมังกรก็แผ่วไปด้วย

            ผมจำแสงประหลาดนั่นได้ มีคือแสงจากไฟฉายย่อส่วนของเมินโหยวผิง!

            เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ ผมจึงค่อยๆ มุดออกไปจากซอกหิน ส่องไฟฉายไปเห็นเมินโหยวผิงกำลังย่อส่วนมังกรนั่นจนตัวมันเหลือเท่าสุนัข แล้วเขาก็คว้ามันขึ้นมาหย่อนใส่หีบทองคำใบหนึ่ง ปิดล็อคแล้วเก็บไฟฉายย่อส่วนเข้ากระเป๋าเสื้อฮู้ด

            “น้องเสี่ยวเกอจัดการมันแล้วใช่ไหม” นายอ้วนเบียดตัวออกจากซอกหินอย่างลำบาก มองไปที่หีบทองคำที่มีเสียงกุกกักลั่นแล้วพ่นลมหายใจทีหนึ่ง “ตกลงนี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่ มังกรต้องไม่มีปีกไม่ใช่รึ”

            “นี่น่าจะเป็นมังกรของชาวตะวันตก ฉันเดาว่าชนเผ่าเอ่อร์ปัวคงเอาแร่ไปแลกกับไข่มังกรตัวนี้มาแล้วเลี้ยงไว้เฝ้าสมบัติ” ผมบอก

            “ฟังดูน่าจะเป็นของหายาก คงไม่มีอีกตัวหรอกใช่มั้ย งั้นคราวนี้ก็หาอาร์เคนสโตนได้อย่างสบายใจแล้วสินะ รีบลงมือกันเถอะ!” นายอ้วนพูดเองเออเองเสร็จสรรพ พุ่งเข้าใส่กองสมบัติอีกครั้ง ผมกำลังเข้าไปช่วยแต่พลันเห็นเมินโหยวผิงยืนนิ่งไม่ขยับ จ้องเขม็งไปทางซอกหินที่ผมเพิ่งออกมา

            “เสี่ยวเกอ มีอะไรหรือเปล่า” ผมถาม

            เขาขมวดคิ้วจ้องรอยแยกนั่นนิ่ง ผ่านไปสามนาทีจึงพูดว่า “ฉันรู้จักที่นี่”

            ผมงุนงง หมายความว่ายังไง รู้จักที่นี่ เขาเคยมาที่นี่งั้นหรือ?

            ยังไม่ทันถามอะไร เมินโหยวผิงก็พุ่งเข้าไปในรอยแยกนั้นอย่างรวดเร็ว แป๊บเดียวก็หายเข้าไปในความมืด ผมตกใจ หันไปหานายอ้วนที่กำลังมองมาครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจวิ่งตามเมินโหยวผิงไปทันที
            “เฮ้ย พวกนายจะไปไหนกัน!”

            “นายรออยู่ตรงนั้นแหละ!” ผมตะโกนบอกเขา ไล่ตามเมินโหยวผิงต่อไป ตลอดทางแคบผมเห็นเพียงหลังเขาวูบไหวใต้แสงไฟฉายเท่านั้น เขาทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ จนผมกลัวว่าจะถูกทิ้งติดอยู่คาซอกหินจึงรีบไล่ตาม  พอพ้นช่องแคบที่นายอ้วนพุงติดไปได้ ผมก็หลุดออกมาบริเวณที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง เมินโหยวผิงยืนนิ่งอยู่ข้างหน้า

            “เสี่ยวเกอ นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย” ผมเข้าไปหาเขา เขาไม่สนใจผม เอาแต่จ้องเขม็งไปข้างหน้า ผมส่องไฟฉายดูรอบๆ ที่นี่ล้อมรอบด้วยภูผาหินคล้ายเป็นห้องห้องหนึ่งเหมือนกับห้องสมบัติ แต่เบื้องหน้าเมินโหยวผิงคือกำแพงสำริดสีเขียวที่มีรอยแกะสลักแปลกตา

            ทำไมที่นี่ถึงมีกำแพงสำริดได้?

            “ฉันจำได้แล้ว” เมินโหยวผิงพูดขึ้นแล้วหันมามองผม “หน้าที่ของฉัน”

            “อะไรนะ”

            “ฉันต้องเข้าไปในประตูบานนี้” เขาจ้องไปยังกำแพงสำริด ผมส่องไฟฉายดูให้ละเอียดอีกที มันคือประตูจริงด้วย ประตูสำริดบานยักษ์!

            “ทำไมนายต้องเข้าไปด้วย ข้างในคือสถานที่แบบไหน?”

            “ฉันบอกนายไม่ได้ว่ามันเป็นสถานที่แบบไหน ฉันบอกนายได้แค่ว่ามันเป็นสถานที่สำคัญ ฉันต้องไป” น้ำเสียงของเขามุ่งมั่นมากจนผมพูดไม่ออกว่าจะห้ามเขายังไง ผมไม่เข้าใจเขาเลยสักนิดเดียว
จู่ๆ เขาก็โพล่งขึ้น “ลาก่อน” แล้วเดินก้าวเข้าไปใกล้ประตูสำริดนั่น ผมได้ยินเขาขยับกลไกอะไรสักอย่างแล้วประตูบานยักษ์ก็เริ่มเปิดออก

            เดี๋ยวดิ! คิดจะไปก็ไปเลยเรอะ!

            “เดี๋ยว..!” ผมเดินเข้าไปจะคว้าตัวเมินโหยวผิง แต่เขากลับหันมาแล้วใช้สองนิ้วที่ยาวเป็นพิเศษจิ้มลงบนหัวไหล่ซ้ายของผมทันที เหมือนมีสายฟ้าเส้นหนึ่งแล่นผ่านทั่วร่างกายซีกซ้าย ทำให้ผมขยับไม่ได้ เป็นอัมพาตไปครึ่งตัวทันที

            “นาย...”

            “อย่างน้อยนายก็เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงฉันกับโลกใบนี้ไว้ ฉันจะบอกอะไรกับนายอย่างหนึ่ง” เขาจ้องผมนิ่งๆ “ความจริงแล้วฉันเป็นเจ้าแห่งกาลเวลา มีหน้าที่เดินทางข้ามเวลาไปแก้ไขประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ตอนนี้ฉันต้องเดินทางต่อแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว”

            เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเมินโหยวผิงพูดยาวๆ มันทำผมทึ่ง แต่ที่ทำให้ผมทึ่งยิ่งกว่าคือสิ่งที่เขาพูดออกมา

            “...”

            “...”

            “หรือว่า...ชื่อจริงของนาย...คือด็อกเตอร์...”

            “เปล่า ชื่อจริงของฉันคือจางฉี่หลิง”

            “...”

            ผมรู้สึกโลกหยุดหมุน หรือไม่มันก็หมุนย้อนกลับ หรือไม่มันก็หมุนเร็วมากจนผมรู้สึกมึน

            “ลาก่อน ฉันอาจไม่ได้กลับมาอีก” เขาพูดแล้วหันหลังให้ ผมได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใจหาย เขาจะไม่กลับมาแล้วหรือ ผมจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้วงั้นหรือ

            ผมมีคำพูดมากมายอยากเกลี้ยกล่อมเขาให้อยู่ต่อ แต่เห็นสายตาเขาก็รู้ว่าภาระที่เขาแบกรับอยู่ไม่สามารถทิ้งไปได้ จึงได้แต่ถามเขา “...นี่เป็นการตัดสินใจของนายสินะ”

            เขามองผมแล้วพยักหน้า ผมพูดต่อ “ถ้าหากจะบอกลาฉัน นายต้องบอกลานายอ้วนด้วย ไม่อย่างนั้นเขาจะเสียใจมาก หรือถ้าไม่ก็ไม่ต้องมีคำอำลา เพราะนายจะไม่จากไปไหน ไม่ว่าเราจะห่างกันเพียงสามก้าว หรือเราจะห่างกันคนละซีกโลก นายจะยังอยู่กับพวกเราเสมอ”

            “...”

            “...”

            ผมส่งสายตามิตรภาพสุดซึ้งไปให้เมินโหยวผิง เขาเบิกตาเล็กน้อย จ้องผมนิ่งๆ อยู่ห้านาทีเต็มเหมือนกับอึ้งไป ไม่มีคำพูดใดๆ อีกนอกจากรอยยิ้มที่เขาส่งให้ผม แล้วเขาก็หมุนตัวเดินเข้าไปในความมืดมิดหลังประตูสำริดบานยักษ์นั่น

            จนประตูปิดลง ทุกสรรพสิ่งเหมือนเงียบสงบไปในบัดดล ผมยังยืนแข็งค้างอยู่ตรงนั้นอีกหลายนาทีก่อนอาการชาซีกซ้ายจะหายไป การยืนอยู่คนเดียวในความมืดมิดนานหลายนาทีทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมานิดๆ สุดท้ายก็ข่มใจแล้วเดินกลับไปทางซอกหิน ไปหานายอ้วน

            ขากลับผมเดินได้ช้ามาก พอหลุดออกมาก็รู้สึกหมดสิ้นเรี่ยวแรง นายอ้วนถามผมว่าเมินโหยวผิงไปไหน ผมตอบไปว่า เขามีงานด่วนเข้ามา ข้ามประตูมิติไปรับจ๊อบแล้ว

            นายอ้วนงุนงง ซักถามผมใหญ่ ผมก็ไม่รู้จะตอบเขายังไงเพราะผมก็รู้สึกไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกัน จนผมบอกว่า “เขาจากไปเร็วมาก” นายอ้วนจึงหยุดถาม นั่งลงแล้วตบไหล่ผม ไม่พูดอะไร
            เมินโหยวผิงจากไปแล้ว

            ผมเหม่อมองกองสมบัติทองคำที่พูนกันเป็นภูเขาเบื้องหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง

            น่าจะบอกให้เขามาช่วยหาอาร์เคนสโตนก่อน อย่างน้อยสามคนก็ดีกว่าสองคน แถมเขายังมีของวิเศษ ผมกับนายอ้วนมีแค่มือเปล่า แล้วแบบนี้ชาติไหนผมจะหาเพชรเม็ดนั้นเจอล่ะเนี่ย!




(จบเหอะ)
----------------------------------------------


กว่าครึ่งปีที่ไม่ได้แตะต้องหลังจากส่งไปลงฟิคเฟ่งาน dmbjonly ครั้งที่แล้ว......
กลับมาแปะให้คนที่ยังไม่อ่าน หยิบไม่ทัน ไม่ได้หยิบ ไม่ได้ไปงาน ฯลฯ ได้อ่านกันค่ะ พร้อมแปลมุกให้คนที่ไม่เก็ตด้วย (ฮือ555555 ยัดมาซะเยอะ แล้วมุกที่ยัดมาคนธรรมดาก็ไม่น่าจะเก็ตหมดด้วย) 
บอกเลยว่าอัพลงบล็อกครั้งนี้คือ copy and paste ลูกเดียว ไม่ได้อ่านย้อน ไม่กล้ากลับไปอ่านอีกรอบ กลัวอ่านแล้วอยากแก้ อยากลบทิ้ง ฮือ 5555555

มุกในฟิคนะคะ

“บันทึกนักโบราณคดี” - ล้อเลียนเรื่องเต้ามู่ ตอนแรกจะเขียนว่า 'บันทึกรักนักโบราณคดี' แล้ว แต่นายน้อยคงไม่อ่านนิยายรัก...

ร้านรับจ้างสารพัด - ร้านของคุณกินจาก Gintama

เพชรอาร์เคนสโตน - หลายคนคงรู้จัก เพชรประจำตระกูลคนแคระในเรื่อง The Hobbit (เขียนฟิคช่วงพีคฮอบบิทพอดี...)

ชนเผ่าเอ่อร์ปัว - แผลงมาจาก Erebor ค่ะ....จากเรื่องฮอบบิทเช่นกัน

เหลาต่วน - ต่วน แปลว่า สั้น ตั้งใจให้หมายถึงคนแคระ

คอปเตอร์ไม่ไผ่... - คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามาจากไหน...

มังกรมีปีก - แน่นอนค่ะ...มีอาร์เคนสโตนก็ต้องมีสม็อก

ไฟฉายย่อส่วน - ก็มังกรตัวใหญ่...ถ้าให้บู๊คงกินหลายหน้า แถมเขียนฉากบู๊ไม่เก่ง เลยหาอาวุธง่ายๆส่งให้เสี่ยวเกอซะ

ประตูสำริด(ที่กลายเป็นประตูมิติ) - คิดฉากจบอยู่นาน ยัดมุกเห่ยๆมาทั้งเรื่อง จะจบแบบซึ้งๆธรรมดาๆก็ขัดอารมณ์ เลยเปลี่ยนให้ประตูสำริดกลายเป็นประตูมิติ

“...เพราะนายไม่เคยจากไปไหน ไม่ว่าเราจะห่างกันเพียงสามก้าว หรือเราจะห่างกันคนละซีกโลก นายจะยังอยู่กับพวกเราเสมอ” - ประโยคนี้หยิบยืมมาจากประโยคเด็ดท้ายเรื่อง Fast and furious 7 ฉากที่โดมินิค(วิน ดีเซล) พูดกับไบรอัน(พอล วอล์คเกอร์ ที่น้องชายแสดงแทน) ก่อนจะขับรถแยกกันไป (ตอนดูในโรงเราแอบร้องไห้เบาๆ ฮึก)

“ความจริงแล้วฉันเป็นเจ้าแห่งกาลเวลา มีหน้าที่เดินทางข้ามเวลาไปแก้ไขประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ตอนนี้ฉันต้องเดินทางต่อแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว” “หรือว่า...ชื่อจริงของนาย...คือด็อกเตอร์...” - มุกจากด็อกเตอร์ Who (ดักแก่...) คิดว่าไหนๆ ประตูสำริดก็กลายเป็นประตูมิติไปแล้วเลยยัดมุกด็อกเตอร์ฮูมาใส่ด้วยเลยแล้วกัน...


ถ้ามีมุกไหนที่ยังไม่เข้าใจ หรือเราลืมอธิบายมุกไหนไป ถามได้นะคะ จะอีดิตเพิ่มให้ทีหลังค่ะ ฮือ 555555

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

[Daomu fic] Ringing from the deep



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
237 days left : กระดิ่ง


Ringing from the deep
?? x อู๋เสีย
ก็ใสอยู่นะ



กริ๊ง...

ผมลืมตาตื่น สัมผัสรับรู้ว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ อากาศหนาวเย็นยามกลางคืนพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบาดผิวทั่วร่าง ทำให้รู้ว่าผมกำลังเปลือยอยู่

ผมคว้าผ้าห่มมาคลุมตัว ก่อนจะมองไปรอบห้อง นี่ไม่ใช่ห้องของผม แต่ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด คลับคล้ายเหมือนจะรู้จักที่นี่ แต่ทุกอย่างดูเลือนรางไปหมดในความทรงจำ หัวของผมเริ่มปวดหนึบ

"ตื่นแล้วหรอ"

เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากข้างตัว ดึงความสนใจให้ผมหันไปมอง บนเตียงไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว ยังมีผู้ชายอีกคนหนึ่งนั่งพิงหัวเตียงอยู่ข้างๆ ผมด้วย

ร่างกายท่อนบนเหนือเอวที่โผล่พ้นจากผ้าห่มขึ้นมาของเขาไร้อาภรณ์ใดๆ ปกคลุม เขาเปลือยเหมือนกับผม ผมพยายามไล่สายตาไปยังใบหน้าของเขา แต่ในความมืดสลัวทำให้ผมมองอะไรไม่ชัดเอาซะเลย

ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินเสียงเขาจากที่ไหน..

จำอะไรไม่ได้สักนิด...

ผมพยายามชันตัวขึ้นจากเตียง แต่พลันรู้สึกปวดร้าวเมื่อยขบไปทั่วอณูร่างกาย ออกแรงอยู่สักพัก สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องล้มตัวลงนอนตามเดิม

ผมหอบหายใจ ยังคงเพ่งมองชายในเงามืด สับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผม แล้วเขาเป็นใคร ที่นี่ที่ไหน

"..."

ผมอ้าปากจะถาม แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ชายในเงามืดนั่งนิ่งไม่ขยับ แต่ผมรู้ว่าเขากำลังมองผมอยู่

ผมจ้องเขาผ่านความมืดอยู่สักพัก พอหายหอบก็พยายามออกแรงลุกอีกครั้ง ตอนนี้เองที่เขาพูดขึ้น

"ดูท่านายจะมีแรงเหลืออยู่นะ ถ้าอย่างนั้นมาต่อกันเถอะ"

เขาค่อยๆ ขยับตัว ใบหน้าของเขาโผล่พ้นออกจากเงามืดพร้อมเสียงประหลาดที่ดังขึ้น

กริ๊ง...

ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นผมก็รู้สึกปวดหัว ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว เรี่ยวแรงเหือดหายไปโดยสิ้นเชิง แม้เขาคนนั้นจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที ทุกที ผมก็ยังมองเห็นไม่ชัด...

สิ่งเดียวที่ผมเห็นชัดก็คือต่างรูปหูกระดิ่งหกเหลี่ยมที่ดูคุ้นตาบนใบหูข้างหนึ่งของชายคนนั้น


ก่อนที่สติของผมจะเลือนหายไป


---------------------------------------------

เหล่าด้วง เดาออกไหมว่าเขาเป็นใคร?
_(:3_/L)_

[Daomu fic] Sorry&Thanks


Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
Sorry&Thanks
อู๋เสีย & เซี่ยอวี่ฮัว
PG



ในสถานที่ชุมนุมชนแห่งหนึ่ง ผมสวมชุดสูทสีดำนั่งเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะอย่างโดดเดี่ยว ผู้คนมากหน้าหลายตาภายในงานผมไม่คุ้นหน้าสักนิด เรียกได้ว่าสถานที่นี้ผมเหมือนเป็นคนนอก

ผมนั่งจ้องมองโทรศัพท์มือถือในมือตัวเองอย่างเหม่อลอย ปล่อยให้เสียงเซ็งแซ่ของคนรอบข้างผ่านเข้าหูซ้ายและทะลุหูขวาออกไปโดยไม่คิดจะสนใจ

ผมมองอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ที่นานๆ ทีจะได้เพ่งพินิจมัน แต่ก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจสักนิดเดียว พอนึกถึงคนที่โทรศัพท์ไม่เคยห่างมือแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า อุปกรณ์พวกนี้มีอะไรถึงได้ไม่ยอมวางห่างมือนัก…

แต่จะว่าไป...ช่วงนี้ผมก็ติดโทรศัพท์มากขึ้นเหมือนกัน

ผมเปิดดูรูปภาพในเครื่องที่มีรูปวัตถุโบราณมากกว่ารูปคน แม้แต่รูปตัวผมเองยังมีน้อยนิด ผมเลื่อนรูปภาพไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงภาพที่เป็นรูปเดี่ยวของใครคนหนึ่ง ภาพที่ผมมักจะเปิดดูซ้ำไปซ้ำมา

รูปของเสี่ยวฮัว

ครั้งแรกที่ผมเห็นรูปนี้ ผมไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในเครื่องของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมไม่ได้เป็นคนถ่ายแน่ๆ น่าจะเป็นเสี่ยวฮัวที่เอาโทรศัพท์ของผมไปถ่ายเอง และจากวันที่ที่ถ่าย มันผ่านมานานแล้ว

ผมมองรูปของเสี่ยวฮัวนิ่งๆ จนกระทั่งจอโทรศัพท์ดับลงไปแล้วจึงเงยหน้าขึ้น ลุกจากเก้าอี้ เดินออกจากสถานที่ที่คนพลุกพล่านไปยังที่ที่เงียบสงบกว่า พอเสียงผู้คนเบาบางลง ผมก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ที่ในอดีตเคยติดต่อด้วยบ่อยๆ ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู

แน่นอนว่าเบอร์นั้นไม่มีการตอบรับใดๆ นอกจากเสียงสัญญาณฝากข้อความ

พอเสียง ติ๊ด ดังขึ้น ผมก็ขยับปาก ในตอนแรกไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมา

ผมนิ่งอยู่สักพัก จนกระทั่งเปล่งเสียงออกมาได้

“...เสี่ยวฮัว...”

เสียงของผมเบามาก…

“ถ้ามันสายเกินไป...ฉันขอโทษ...”

...และสั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“...ฉันมีอะไรจะบอกนาย...”

ผมผ่อนลมหายใจ เงยหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้ของเหลวที่เอ่อล้นในดวงตาไหลออกมา

“...ขอบคุณนะ...”

แต่ละคำที่พูดออกมา ยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ …

“แล้วก็...ขอโทษ...”

คำว่า ขอโทษ ของผมเบาหวิวจนแทบจะไม่ได้ยิน

“...ฝันดีนะ...เสี่ยวฮัว...”

ผมวางสาย เก็บโทรศัพท์ แล้วเดินออกมาจากสถานที่ประกอบพิธี

ผมรู้ว่าโทรศัพท์มือถือของเสี่ยวฮัวไม่เคยอยู่ห่างกายเขาแม้แต่ยามที่เขาหลับใหล จนกระทั่งตอนนี้มันก็ยังอยู่ในมือที่เย็นเยียบของเขา และผมรู้…


ว่าเขาไม่อาจตื่นขึ้นมาฟังข้อความที่ผมฝากเอาไว้ได้อีกแล้ว


--------------------------------------------------

แค่อยากเอาท่อนแรกกับท่อนสุดท้ายในเพลง Nee มาเขียนค่ะ

_(:3_/L)_



[Daomu fic] สัมผัสสุดท้าย



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
277 days left : สัมผัส


สัมผัสสุดท้าย
เมินโหยวผิง x อู๋เสีย
PG , Drama



*spoil*



“ถ้าเหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นนี้ หากเป็นไปตามพันธะสัญญา เก้าสกุลตอนนี้ควรเป็นผลัดของใคร”

“นาย”



มือแกร่งเอื้อมไปรองรับร่างที่หมดสติก่อนจะวางพิงลงที่มุมหนึ่งในโพรงถ้ำ จางฉี่หลิงจ้องมองอู๋เสียเงียบๆ เขาคุกเข่าลงตรงหน้าร่างที่สลบไสลไม่ได้สติแล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปลูบแก้มของคนตรงหน้าเบาๆ อย่างเชื่องช้า

เขามีเรื่องที่อยากจะบอกคนตรงหน้าอีก หากทำได้แค่เก็บเอาไว้เท่านั้น...

จางฉี่หลิงโน้มหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย จุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากลากไล่ลงมายังปลายจมูก แล้วแนบหน้าผากกันและกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดออกมาเบาๆ

“ฉันไปนะ”

เขาแนบริมฝีปากเข้ากับคนที่ไม่ได้สติเบาๆ เพียงครู่เดียวแต่ก็ช่างยาวนาน...

ราวกับเวลาไหลช้าลงเพื่อให้ทั้งสองคนได้มีเวลาด้วยกันอีกสักนิด...

...แค่นิดเดียวก็ยังดี...

...ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วจากไป


รอฉันนะ...อู๋เสีย...


---------------





[Daomu fic] HBD to Wuxie



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
165 days left : Happy Birthday to Wuxie


#吴邪0305生日快乐
หวังเหมิง, เฮยเสียจื่อ, เซี่ยอวี่ฮัว, นายอ้วน, จางฉี่หลิง & อู๋เสีย
PG




*มีเนื้อหาหลังเล่ม 10 และตอนพิเศษตรุษจีน 2015 นิดหน่อยค่ะ*





王盟

“เจ้านาย ปีนี้ก็อายุ 38 แล้วสินะครับ แต่ภายนอกเจ้านายยังดูไม่กะ...”

“.....”

“แฮ่ม...เจ้านายยังดูหนุ่มอยู่เลยนะครับ ขอให้เจ้านายสุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้นไปนะครับ!”

“อืม ขอบใจ”

“...เอ่อ...ว่าแต่ผมขอขึ้นเงินดะ...”

“ไม่”

“ขี้งก”

“อะไรนะ”

“เปล่าครับ! ขอให้เจ้านายไร้โรคความดัน หายปวดเอวไวๆ จะได้ไปรับคนใบ้คนนั้นที่ฉางไป๋ซานได้ราบรื่นนะครับ!”

“หวังเหมิง! หักเงินเดือน!”

“เอ๊ะ? เจ้านาย ผมทำอะไรผิด!”


黑瞎子

“นายน้อยสาม สุขสันต์วันเกิด”

“นายแว่น นายมาได้ไง แล้วนั่นใส่ชุดอะไรของนาย”

“ชุดบุรุษไปรษณีย์ไง ผมมาส่งของขวัญให้คุณ”

“หา?”

“รับน้า!”

“เฮ้ย!!!”


解語花

กริ๊ง กริ๊ง

“ฮัลโหล”

“อาเฮีย สุขสันต์วันเกิดนะ แก่ขึ้นอีกปีแล้วสิ”

“อายุนายก็ไม่ได้ต่างจากฉันเท่าไหร่เลยนะ”

“ฮะฮะ นายอยากได้อะไรเป็นของขวัญล่ะ ท่าเปิ่นหายากสักแผ่นมั้ย”

“ไม่ดีกว่ามั้ง”

“หรือจะเอาเป็นยาบำรุงร่างกาย เห็นนายความดันขึ้นบ่อยๆ ”

“.....”

“แล้วเอวนายหายดีหรือยัง ฉันซื้อสเตย์ดามเอวให้เอาไหม”

“......”

“ฮัลโหล อาเฮีย ฟังอยู่หรือเปล่า ตกลงจะเอายาบำรุงหรือสเตย์ดามเอวดีล่ะ”


ติ๊ด


胖子

“เทียนเจิน วันนี้วันเกิดนายใช่ไหม สุขสันต์วันเกิด!”

“ขอบใจนะนายอ้วน”

“โทษทีนะ ที่ไม่มีของขวัญให้”

“ไม่เป็นไร วันนี้ฉันได้ของขวัญมาเกินพอแล้ว”

“ปีนี้ก็ปีสุดท้ายแล้วสินะ”

“อืม”

“อีกหกเดือนนายค่อยมาทวงของขวัญวันเกิดกับฉันพร้อมเสี่ยวเกอก็แล้วกัน ตอนนี้ไปก๊งกันเหอะ ฉันอุตส่าห์ทิ้งร้านเพื่อมาฉลองวันเกิดกับนายเลยนะ”

“อุตส่าห์เลยหรอ ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะหาเรื่องก๊งเรอะ”

“เอาน่า เอาน่า ฮ่าฮ่าฮ่า”


張起靈

จางฉี่หลิงไม่เคยไปร่วมงานฉลองวันเกิด...

หรืออย่างน้อยเขาก็จำได้ว่า ‘ไม่เคย’

เขาไม่เคยมีงานฉลองใดๆ แม้แต่งานวันเกิดของตัวเขาเอง เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเกิดวันไหน หรือเมื่อไหร่

แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าตัวเขาเกิดมาเพื่ออะไร

ตอนนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว กาลเวลาได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง

ถ้าหากถึงวันเกิดของคนคนนั้น เขาก็อยากจะไปร่วมงาน อยากจะอวยพรให้คนคนนั้นแข็งแรง มีความสุข เหมือนที่ ‘คนธรรมดาทั่วไป’ ทำ

และเขาอยากจะขอบคุณคนคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


“ขอบคุณที่เกิดมา อู๋เสีย”

-------------------------------

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

[Daomu fic] การเดินทาง



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
179 days left : Travel


การเดินทาง
เมินโหยวผิง & อู๋เสีย
PG , Drama



ตอนนี้ผมกำลังอยู่ที่ริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในมณฑลเสฉวน ข้างๆ ผมคือเมินโหยวผิงที่ยังคงเหม่อมองไปข้างหน้าราวกับไม่รับรู้ถึงทิวทัศน์สวยงามรอบข้าง

เขาอาจจะรับรู้ เพียงแต่เขาไม่ได้สนใจ

ผมจ้องมองเขา แล้วเขาก็หันมาหาผมพร้อมมุมปากที่กระตุกเล็กน้อยเป็นสัญญาณของรอยยิ้มที่เขามักจะมีให้ผมเสมอ

ผมกำมือเขาแน่นขึ้น พลางออกแรงดึงให้เขาเดินตาม เบื้องหน้าคือทะเลสาบห้าสีที่งดงามสุดบรรยาย ผมสูดลมหายใจลึกรับเอาอากาศบริสุทธิ์แรกของฤดูใบไม้ผลิเข้าปอด หลับตาลง สัมผัสถึงสายลมสุดท้ายของฤดูหนาวที่กำลังพัดผ่านไป

ฤดูกาลกำลังหมุนเวียน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนหมุนเวียนไปตามวัฏจักรของมัน

ทุกสิ่งทุกอย่าง และ ‘ทุกคน’ ไม่มีข้อยกเว้น

ตัวผมเองก็เช่นกัน

วันเวลาผ่านไป ผมเติบโตมากขึ้น ได้เรียนรู้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เข้าใกล้บั้นปลายของชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมไม่ได้รู้สึกเศร้าหรือเสียใจ เพราะผมคิดว่าเกิดมาชาตินี้ ผมได้ใช้ชีวิตเต็มที่แล้ว พอแล้วกับเส้นทางชีวิตที่คดเคี้ยวและยากลำบาก

แต่พอผมมองดูคนข้างๆ ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองช่างอ่อนด้อยนัก

เมินโหยวผิง เขาเดินบนเส้นทางชีวิตมานานกว่าผม แต่เขาก็ยังไปไม่ถึงจุดหมาย

ผมเคยสงสัยว่า เขาอยู่มานานแค่ไหนแล้ว

มันน่าตลก ที่ไม่รู้ว่าการที่เขามีอายุยืนยาวและหน้าตายังคงดูหนุ่มอยู่เสมอนั้น เป็นพรหรือคำสาปกันแน่

ผมรู้สึกสงสารเขา...

“อู๋เสีย...”

เสียงของเมินโหยวผิงดึงสติผมให้กลับมาอยู่กับความจริงตรงหน้า ผมเพิ่งจะรู้ตัวว่าเผลอบีบมือที่กุมเอาไว้แน่น ผมรีบคลายมือทันที

“โทษที คิดอะไรเพลินไปหน่อย” ผมส่งยิ้มให้เขาแล้วเปลี่ยนเรื่อง “ที่นี่สวยดีเนอะ”

เขามองผมอยู่สักพักก่อนจะมองไปที่ทะเลสาบเบื้องหน้า แล้วส่งเสียงในลำคอเบาๆ “อืม”

ทะเลสาบห้าสีที่สะท้อนในดวงตาของเขา เป็นสีขาวดำ

ผมมองนัยน์ตาที่ไร้ความรู้สึกของเขา พลันรู้สึกปวดร้าวในอก แม้แต่สิ่งที่งดงามขนาดนี้ เขาก็ยังมองมันอย่างไร้ความรู้สึก

เคยมีใครสอนเรื่องความรู้สึกให้เขาบ้างไหม? นัยน์ตาของเขาเคยสะท้อนสีสันของโลกบ้างไหม?

ในใจของผม คิดว่าเขา เคย เพียงแต่ตอนนี้ เขาหลงลืมมันไป

ผมหลับตา

เมื่อลืมตาอีกครั้ง ผมได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง

ชีวิตผม ผมได้ใช้เต็มที่แล้ว แต่ชีวิตของเขา เขามักจะทำอะไรบางอย่างหายไปกลางทางเสมอ เขาจึงไม่สามารถไปถึงปลายทางได้

ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะพาเขาไปส่งให้ถึงปลายทางเอง

ความทรงจำ เรื่องราวต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าหากเขาลืม ผมจะช่วยจำให้

ความสวยงาม ความสุข และสีสันต่างๆ ในโลกใบนี้ ผมจะเป็นคนพาเขาไปดู ไปสัมผัสให้รู้สึก

เขา ที่เป็นก้อนหิน

กับผม ที่กลายเป็นก้อนหิน

สักวัน จะกลับมาเป็นมนุษย์ด้วยกัน


...อีกครั้ง



------------------------------------

[Daomu fic] ที่แห่งนั้น



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
178 days left : สุสาน


ที่แห่งนั้น
เซี่ยจื่อหยาง
PG , Drama






*Spoil*








ที่ภูเขาหิมะ

เหลาหย่างกำลังเดินฝ่าสายลมหนาวเย็นเพื่อปีนขึ้นไปให้ถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ในมือของเขากำกระดาษแผ่นสีเหลืองไว้แน่น

ที่เขียนอยู่บนกระดาษแผ่นนั้นคือแผนที่ที่ดูยุ่งเหยิง แต่เขาก็ยังดูออก และกำลังเดินทางไปให้ถึงจุดที่กากบาทในกระดาษแผ่นนั้น

อีกนิดเดียว...จากที่ที่เขาอยู่ตรงนี้ อีกไม่ไกล ก็จะถึงที่นั่นแล้ว

ในที่สุด เขาก็เดินมาหยุดตรงที่ที่หนึ่ง ซึ่งนอกจากหิมะแล้ว รอบตัวเขาก็ไม่มีสิ่งใดอีก เหลาหย่างเริ่มคลำไปตามพื้น เพียงไม่นานก็เจอรอยแยกช่องหนึ่ง เขาโกยหิมะออกแล้วแทรกตัวเข้าไป ข้างในมืดสนิท เขาเปิดไฟฉายขึ้นส่องไปรอบๆ แล้วเขาก็รู้ตัวว่า เขามาถึงที่หมายแล้ว

แท่นหินสูงครึ่งตัวเขาตั้งอยู่กลางถ้ำใต้รอยแยก เหลาหย่างค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ ถอดถุงมือหนาออกเพื่อสัมผัสแผ่นหินอันเย็นเฉียบ ก่อนจะแค่นหัวเราะ

ในถ้ำนี้ออกจะอุ่น แต่แท่นหินนี้กลับเย็นเยียบ…

“ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ เหล่าอู๋...”

ดวงตาของเหลาหย่างฉายแววโศกเศร้า เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าเขาไม่มีโอกาสจะได้เจอเพื่อนสมัยเด็กของเขาอีกแล้ว ตอนที่เขารู้ข่าว เขาจึงตัดสินใจมาที่นี่

“รู้มั้ย กว่าฉันจะมาถึงที่นี่ได้มันลำบากแค่ไหน” เขานั่งลงข้างๆ พลางพูดคุยกับแท่นหิน

“คิดยังไงถึงได้มาอยู่ที่นี่ หนาวก็หนาว เหงาก็เหงา ไม่เห็นจะเหมาะกับนายเลยสักนิด”

เหลาหย่างถอนหายใจ มองตัวอักษรที่สลักอยู่บนแท่นหินอย่างพินิจ ทันใดนั้น เขาพลันสังเกตเห็นสิ่งของชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ด้านหน้าหลุมศพ มันเป็นหยกสีเขียวแกะสลักลวดลายประหลาดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเอื้อมมือไปหยิบมันมาดู จึงรู้ว่าหยกแกะสลักนั้นจริงๆ คือดวงตราชนิดหนึ่ง

เขาลองใช้มือลูบไปมาบนดวงตราหยก แล้วก็พบกับตำแหน่งที่จับซึ่งพอดีกับร่องนิ้ว

ดวงตรานี้เป็นกุญแจอย่างหนึ่ง

อย่างนี้เองหรอ...


เหลาหย่างกระจ่างขึ้นมาราวกับเพิ่งนึกได้ เขาได้ยินข่าวคราวของเหล่าอู๋มาบ้าง พอจะรู้ว่าเขากำลัง ‘รอ’ ใครบางคนอยู่ กุญแจดวงตราหยกนี้ คงเป็นเครื่องหมายคำสัญญาของพวกเขา

แท่นหินเย็นเยียบ แต่ดวงตราหยกนี้กลับรู้สึกอุ่น...

นายกำลังรอเขาอยู่สินะ...

เหลาหย่างวางดวงตราหยกคืนที่เดิม จากนั้นเอนตัวพิงแท่นหิน เอื้อมมือไปกอดยังอีกฝั่ง หลับตาลง พูดว่า


“ฉันไม่ได้เอาดอกไม้มาให้ เพราะงั้นให้ฉันกอดนายไว้แบบนี้สักพักแทนแล้วกัน เผื่อนายจะอุ่นขึ้นอีกสักนิด”




เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้

เหลาหย่างลงมาจากภูเขาหิมะ เขามองขึ้นไปบนเขาลูกนั้นเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงขึ้นรถเพื่อกลับไปที่หังโจว ระหว่างนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

เขากดรับ เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังลอดมาตามสาย เขาพูดตอบกลับไป

“ผม ผม ผมรู้แล้ว แม่ ผมขอเวลาอีกสักพัก เดี๋ยว เดี๋ยวผมก็กลับ”

หลังวางสาย เขานั่งเหม่อมองไปนอกรถ พลางคิดว่าจะแวะไปที่ร้านของเหล่าอู๋สักหน่อย

บางที...ตอนนี้เหล่าอู๋อาจจะกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้เอนในร้านก็ได้



เหล่าหยางคิด



----------------------------

เป็นฟิคมั่วๆ เพ้อๆ ที่เกิดจากตอนแตกหน่อของคุณหนานไพ่ 他们在干什么集 ท่อนนี้ค่ะ


公墓,老痒凭手里一张发黄的便签纸,花了好久才找到了那座墓碑,他在冷风里静默了一会儿,在墓碑前放上鲜花,转身离去。行走间手机响了,他接了起来,里面是个女人的声音。“我,我,我知道了,妈,我过段时间就,就,就回来。”他边走边说道。


ที่สุสาน เหลาหย่างกำลังถือกระดาษโน้ตสีเหลืองแผ่นหนึ่ง เขาใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะหาหลุมฝังศพแห่งนี้เจอ เขานิ่งเงียบไปสักพักท่ามกลางสายลมที่หนาวเย็น ก่อนจะวางดอกไม้ลงด้านหน้าหลุมศพ แล้วเดินจากมา

ขณะนั้นเอง เสียโทรศัพท์ดังขึ้น เขารับสาย เสียงผู้หญิงดังลอดออกมาจากโทรศัพท์

“ผม ผม ผมรู้แล้ว แม่ ผมขอเวลาอีกสักพัก เดี๋ยว เดี๋ยวผมก็กลับ”

เขาพูดพร้อมกับสาวเท้าเดินไปข้างหน้า


[แปลโดย กูเกิ้ลทรานสเลท *จริงจัง*]


//ตอนอ่านนี่ขนลุก หลุมศพคิดว่าเป็นหลุมศพแม่ของอีตาเหลาหย่าง ติดอ่าง ติดแม่ ติดคุก นั่นแหละ (.....)

ติดฟิลเตอร์สาววายหน่อยก็เลยเพ้อออกมาได้แบบนี้ค่ะ ถถถถถถถถถถ





[Daomu fic] ความโศกเศร้าของดอกไม้



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
186 days left : ดอกไม้


ความโศกเศร้าของดอกไม้
เซี่ยอวี่ฮัว
PG , Drama


เขาคือดอกไม้แสนงามที่กำลังบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอม ใครได้เห็นหรือได้กลิ่นก็ล้วนแต่มีความรู้สึกดีต่อเขา

ดังนั้น รอบๆ ตัวเขาจึงมีแต่คนรุมล้อม

ใครๆ ก็ชอบดอกไม้

นายก็ชอบดอกไม้

เคยชอบ...



ดอกไม้หวนนึกถึงเมื่ออดีต ตอนที่เขานั้นยังเป็นเพียงดอกตูมที่ไม่มีใครสนใจ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มองมาทางเขา รอยยิ้มของคนคนนั้นราวกับปุ๋ยและน้ำที่คอยบำรุงรักษาดอกตูมที่แสนอ่อนแอดอกนั้น

ดอกไม้เข้าใจว่า นี่คือความรักที่คนคนนั้นมีให้

จนกระทั่งดอกตูมดอกนั้นได้เบ่งบานเป็นดอกไม้แสนสวย ดอกไม้เชื่อว่าถ้าเขาบานสะพรั่งคงจะทำให้คนคนนั้นมีความสุขมากขึ้นแน่ๆ

แต่แล้วทำไม...นายถึงเลิกยิ้มล่ะ...
ตั้งแต่เขาเริ่มเบ่งบาน ใครๆ ก็ต่างรุมล้อม แต่คนคนนั้นกลับเริ่มถอยห่างออกไปจนเขารู้สึกได้

ทำไมล่ะ...
ดอกไม้อยากจะถาม แต่เขาก็ไม่กล้า จึงได้แต่มองอยู่ห่างๆ

จนกระทั่งดอกไม้ได้รู้ ว่าคนคนนั้นกำลังสนใจก้อนหิน…

ก้อนหินก้อนหนึ่งที่ไม่มีที่มาที่ไป ก้อนหินก้อนหนึ่งที่แสนนิ่งเฉย ก้อนหินก้อนหนึ่งที่ไร้ซึ่งชีวิต

ดอกไม้ทั้งแปลกใจ สงสัย และเสียใจ ทำไมคนคนนั้นถึงสนใจสิ่งที่ไร้ชีวิตแบบนั้น

นี่...หันมาทางนี้สิ...
ดอกไม้พยายามอ้อนวอน เพียงแต่ความปรารถนาของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง เสียงของดอกไม้ไม่อาจส่งไปถึงคนคนนั้นได้แล้ว เพราะคนคนนั้นคิดถึงแต่เรื่องของก้อนหิน…

ดอกไม้เริ่มกังวลและหวาดกลัว

...กลัวว่าคนคนนั้นจะลืมเขา

...กลัวว่าคนคนนั้นจะทิ้งเขาไป

...กลัวว่าคนคนนั้นจะไม่ยิ้มให้เขาอีก

...กลัวว่าคนคนนั้นจะ…

หมดรักเขาแล้ว
ดอกไม้ที่เบ่งบาน ค่อยๆ เหี่ยวเฉาลง เขารู้ตัวว่าชีวิตของดอกไม้อย่างเขามันแสนสั้น เขายิ่งเสียใจเมื่อรู้ว่าคนคนนั้นไม่หันมามองเขาอีกเลย

ต่อให้มีคนรายล้อมเท่าไหร่ ก็เทียบไม่ได้กับรอยยิ้มและความอบอุ่นของคนคนนั้น

อา...อยากเห็นรอยยิ้มนั้นอีกครั้งจัง...
บางที...เขาไม่ควรเบ่งบาน

ไม่อยากเบ่งบานแล้ว ถ้าหากมันทำให้คนคนนั้นจากไป…
ดอกไม้เหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ ต่อให้ใครมารดน้ำใส่ปุ๋ย มันก็ไม่สามารถกลับมาสดใสบานสะพรั่งได้ดังเดิมอีกต่อไป

เพราะรากของดอกไม้ได้ตายไปแล้ว…

หัวใจของเขาตายไปแล้ว…

แม้ในช่วงเวลาสุดท้าย ดอกไม้ก็ยังคงปรารถนา


หันกลับมามองฉันอีกสักครั้งได้ไหม…

ช่วยยิ้มให้ฉันอีกสักครั้งได้ไหม...


ก่อนที่ฉันจะร่วงโรยและไม่สามารถเบ่งบานเพื่อนายได้อีก...


-----------------------------------


[Daomu fic] ความรู้สึกของก้อนหิน



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
197 days left : รอ


ความรู้สึกของก้อนหิน
เมินโหยวผิง
PG



เขาเป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่งที่ไร้ซึ่งความรู้สึก

ก้อนหินไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึก เพราะมันไม่มีชีวิต

ดังนั้น ต่อให้รับความรู้สึกมามากเท่าใด ก้อนหินก็ไม่อาจตอบสนองความรู้สึกใดๆ ได้

สิ่งที่ก้อนหินทำ มีเพียงนิ่งเฉย

ก้อนหินนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้าน แม้จะถูกเตะกลิ้งไปมาบนพื้นดิน แม้จะถูกขว้างปาทิ้งอย่างไร้ค่า

จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งพยายามเปลี่ยนมันให้มีชีวิต

ก้อนหินที่ไร้ชีวิตได้แต่มองดูความดื้อรั้นของคนคนนั้นอยู่นิ่งๆ คอยฟังเสียงพูดของคนคนนั้นพี่พยายามจะสื่อสารกับเขา

โดยที่เขาไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับไป

ก้อนหินคิดว่า อีกไม่นานคนคนนั้นก็คงเบื่อก้อนหินอย่างเขา แล้วก็จะจากไปเอง…

แต่เขาคิดผิด เมื่อหยดน้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบก้อนหิน

ทีแรก ก้อนหินเข้าใจว่าเป็นหยดน้ำฝน แต่มันไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า มันหล่นมาจากดวงตาคู่หนึ่งที่สั่นระริก

นี่มันคืออะไรกันนะ…

น้ำตาหยดหนึ่ง ทำให้ก้อนหินสั่นไหว ก้อนหินก้อนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลัง 'รู้สึก'

เขายังคงมองดวงตาที่คลอไปด้วยหยดน้ำอย่างนิ่งเฉย แต่บางอย่างในตัวของเขากำลังพังทลาย

นี่หรือ คือสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึก…
เขาไม่เข้าใจว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร เพียงแต่เขาไม่อยากเห็นหยดน้ำตาของคนคนนั้นแล้ว

เพราะเขาเป็นก้อนหิน ไม่สามารถคอยซับน้ำตาให้คนคนนั้นได้ ไม่สามารถทำให้คนคนนั้นยิ้มได้

ตอนนี้ เขารู้แล้ว ว่าตลอดมาที่เขาทำมีแต่มอบความเจ็บปวดให้

เขาจึงตัดใจจากมา ก่อนที่คนคนนั้นจะจากไป

เขาเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง ที่เพิ่งได้เรียนรู้ถึงการมีความรู้สึก

ดังนั้น…


รอก่อนนะ จนกว่าก้อนหินอย่างฉันจะกลายเป็นคน เมื่อถึงเวลานั้น…

ฉันจะตอบแทนทุกความรู้สึกที่นายมีให้ฉันมาตลอด



------------------------------------


[Daomu fic] โทรศัพท์มือถือ




Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
258 days left : โทรศัพท์มือถือ


โทรศัพท์มือถือ
เซี่ยอวี่ฮัว
PG


เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนในกระเป๋ากางกางของเซี่ยอวี่ฮัว เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วหยิบมันออกมาดูหมายเลขที่ขึ้นโชว์อยู่หน้าจอ ก่อนจะกดรับด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย

"ว่าไง มีอะไรให้ฉันช่วย"

หมายเลขโทรศัพท์เดิมๆ มีเสียงเดิมๆ ลอดมาตามสาย

"ได้ เดี๋ยวฉันจะเตรียมรถไว้ให้"

พร้อมกับเรื่องเดิมๆ

"ไม่ต้องห่วง แค่นี้นะ"

และความรู้สึกเดิมๆ ...



เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เซี่ยอวี่ฮัวมองดูหมายเลขบนหน้าจอ เขาหลับตาพักหนึ่งเหมือนกำลังจัดระบบความคิดของตัวเอง จากนั้นลืมตาขึ้นมาแล้วกดรับ

"ฮัลโหล ว่าไง"

เสียงเดิมที่คุ้นเคย

"ได้ เดี๋ยวฉันจัดการเอง"

...กับเรื่องเดิมๆ

"อืม แค่นี้นะ"

และความรู้สึกเดิมๆ



เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง

เซี่ยอวี่ฮัวมองดูหมายเลขที่เขาจำได้ขึ้นใจบนหน้าจอโทรศัพท์ เขาจ้องมันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเสียงเงียบลง…

และดังขึ้นใหม่อีกครั้ง

เซี่ยอวี่ฮัวเม้มปากเบาๆ เขานิ่งอยู่นานก่อนจะผ่อนลมหายใจแล้วกดรับสาย

"อืม ว่าไง"

วัฏจักรเดิมๆ เริ่มหมุนเวียนอีกครั้ง…

"ได้..."

เสียงเดิมๆ

"เปล่า ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่เหนื่อยนิดหน่อย"

เรื่องเดิมๆ

"อือ ไม่ต้องห่วง สบายมาก"

ความรู้สึกเดิมๆ

"อืม แค่นี้นะ"

เขารู้สึกเบื่อแล้ว



เซี่ยอวี่ฮัวเหม่อมองโทรศัพท์ที่วางสายไปแล้ว

เขาไม่ได้มองที่ตัวโทรศัพท์ แต่กำลังนึกไปถึงคนที่อยู่ปลายสายโทรศัพท์

อู๋เสียช่างเป็นคนที่ร้ายกาจเหลือเกิน

เพียงแค่เสียงที่ส่งมาทางสายโทรศัพท์ ก็สามารถทำให้เขาวิ่งเต้นไปทั่วได้

เซี่ยอวี่ฮัวคิดว่า...

บางทีเขาควรเลิกรับโทรศัพท์ของนายน้อยตระกูลอู๋คนนี้ซะ



เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

เซี่ยอวี่ฮัวจ้องมองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังแผดเสียงร้องบนโต๊ะอย่างครุ่นคิด เขามองอยู่อย่างนั้นโดยไม่ขยับเคลื่อนไหว เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รับสาย

จะไม่รับสายแล้ว...

จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์เงียบลง และดังขึ้นอีกครั้ง เซี่ยอวี่ฮัวก็ยังคงจ้องมองอยู่อย่างนั้นเงียบๆ ไม่สนใจว่าคนในบ้านจะมีใครรำคาญหรือไม่

เขาแค่จ้องมันราวกับจะมองทะลุไปถึงคนที่อยู่ปลายสาย

ในที่สุด เสียงโทรศัพท์ก็เงียบหายไป

เสียงโทรศัพท์เงียบไปแล้ว และไม่ได้ดังขึ้นอีก

เซี่ยอวี่ฮัวกระพริบตาเหมือนได้สติ เมื่อเห็นโทรศัพท์เงียบไปแล้วก็คว้ามาเปิดดู

3 สายที่ไม่ได้รับ

แค่ 3 สาย…

แค่นั้นเองหรอ นายน้อยสาม


เซี่ยอวี่ฮัวยิ้มบางๆ มันเป็นยิ้มที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังรู้สึกแบบไหน

ขมขื่น...หรือสมเพช…

ท่ามกลางความคิด โทรศัพท์ในมือส่งเสียงอีกครั้ง เซี่ยอวี่ฮัวชะงักเล็กน้อยที่เห็นหมายเลขเดิมโทรเข้ามา

เขาหลับตา พยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะกดรับสาย

"ว่าไง นายน้อยสาม มีอะไรให้ฉันช่วย"


สายโทรศัพท์สายนี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ห้ามตัวเองไม่ให้รับไม่ได้สักที


------------------------

[Daomu fic] สมุดการบ้าน



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
268 days left : การบ้าน


สมุดการบ้าน
เซี่ยจื่อหยาง x อู๋เสีย
PG , Comedy(.....)


ณ เต้ามู่ไฮสคูล ปี 3 ห้องสำริด

เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน

“เหล่า...เหล่าอู๋ ฉันเอาสมุดการบ้านมาให้นาย”

ผมสะลึมสะลือเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน มองเหลาหย่างยื่นสมุดการบ้านมาให้อย่างงงงวย

“ทำไมวันนี้ถึงไปมาเอาให้ล่ะ” ผมถาม ปกติแล้วหลังเลิกเรียนผมกับเขาจะไปเอาสมุดการบ้านที่ห้องพักอาจารย์ด้วยกัน แต่วันนี้เขากลับเอามาให้แถมทำท่าเร่งรีบแปลกๆ ด้วย

“ฉัน...ฉันมีธุระ รับไปสิ ฉันต้องรีบไป!”

เขาดูลุกลี้ลุกลน เมื่อผมรับสมุดมาเขาก็มองล่อกแล่กก่อนจะรีบคว้ากระเป๋าตัวเองออกจากห้องไป แต่ก่อนออกจากห้องเขาหันกลับมาทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง “เหล่าอู๋...ที่หลัง...หลังสมุด...” แต่เขาก็หยุดพูด นิ่งไปสักพักแล้วหันหลังเดินออกไปจากห้องอย่างเร่งรีบทันที

ผมงงกับท่าทีประหลาดของเขา หลังสมุด? หลังสมุดการบ้านหรอ? มันมีอะไร?

ผมพลิกสมุดดู เปิดไปเปิดมาก็เจออะไรบางอย่างที่หน้าสุดท้าย

มันเป็นประโยคบางอย่างที่ผมไม่ได้เป็นคนเขียน ผมประหลาดใจเล็กน้อย สงสัยว่าเป็นคำประเมินของอาจารย์หรือว่าใครมาพิเรนทร์เขียนเล่นไว้ จึงลองอ่านดู


‘ฉันมีบางอย่างที่อยากจะบอกนายมาตลอด

ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ควร แต่ว่าฉันก็รู้สึกไปแล้ว

ฉันอยากบอกนายว่า ฉันชอบนายมาตลอด แต่ไม่มีกล้าบอกสักที

ขอโทษด้วยที่ต้องใช้วิธีนี้ ถึงมันจะแย่แต่ฉันก็ไม่รู้จะบอกนายยังไงดี

ต่อจากนี้นายจะเอายังไง พรุ่งนี้ฉันจะมาขอคำตอบนะ


                                                                                   เซี่ยจื่อหยาง’


พออ่านจบก็ขมวดคิ้ว ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามา ผมรู้แล้วว่าทำไมเหลาหย่างถึงมีท่าทีแปลกๆ

พรุ่งนี้เช้า ผมกับเขามีเรื่องต้องคุยกัน


ตอนเช้าเมื่อมาถึงห้องเรียนผมก็ตรงดิ่งไปหาเหลาหย่างทันที เขาเห็นผมก็สะดุ้งเล็กน้อยทำท่าเลิ่กลั่ก ผมขมวดคิ้วใส่เขา พูดว่า “เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

“อย่า...อย่าเพิ่งพูดที่นี่ ไปข้างนอกกัน” เขาบอกแล้วผุดลุกขึ้น เดินนำลิ่วออกไปยังประตู ผมต้องตามไปอย่างไม่ทันได้ทักท้วง เขายืนอยู่ตรงทางเดินที่ไม่ค่อยมีนักเรียนผ่าน ผมเดินเข้าไปหาแล้วเขาก็พูดขึ้น

“เหล่าอู๋ ก่อนนายจะพูด ขอให้ฉันพูดก่อนนะ” เขาบอก ผมยืนกอดอกนิ่งเงียบเป็นเชิงให้เขาพูด “ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ แต่ว่ามันห้ามไม่ได้ ฉันขอโทษ”

“นายรู้...” ผมกำลังจะพูดแต่เขาก็ยังไม่ให้ผมพูด

“ฉัน...ฉัน...รู้ตัวอีกทีก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ บางทีเราอาจจะสนิทกันเกินไป นายใจดีกับฉันเกินไป เรื่องมันก็เลยเป็นอย่างนี้” เขาพูดไม่หยุด “ถ้า...ถ้าหากนายรู้สึกแย่ ฉัน...ฉันจะไม่พูดถึงมันอีก แต่...แต่อย่าตัดเพื่อนกับฉันได้ไหม”

เหลาหย่างพูดพล่ามยาว แต่ประโยคสุดท้ายเขาพูดแล้วมองผมอย่างจริงจัง ผมจึงตอบไปว่า “ได้ ฉันจะไม่เลิกคบนาย”

เขาพยักหน้า สูดหายใจแล้วพูดว่า “โอเค ตานายพูดแล้ว”

“นายแม่งพูดอะไรซะยืดยาว ฉันแค่จะถามว่านายรู้จักคนที่ชื่อเซี่ยจื่อหยางไหม”

พอถามเสร็จ เหลาหย่างก็ชะงักค้างไป

“นายรู้ใช่ไหมว่ามีคนเขียนประโยคบอกรักฉันในสมุดการบ้าน” ผมพูดต่อ “แค่ชื่อก็รู้ว่าเป็นผู้ชายแล้ว ไอ้ไข่ย้วย! ที่นายพูดมาทั้งหมดนี่คือนายจะสารภาพร่วมมือกับไอ้หมอนั่นใช่ไหม นายนี่ใช้สมองไปในทางสร้างสรรค์ไม่เป็นเลยหรือไงถึงได้ให้ความร่วมมือผู้ชายมาบอกรักฉัน อยากให้ฉันเป็นเกย์หรือไงวะ”

เขายังคงนิ่งเงียบราวกับรูปปั้น แข็งค้างไปซะเฉยๆ ผมจึงถามเขาอีกที


“เฮ้! ตกลงนายรู้จักคนที่ชื่อเซี่ยจื่อหยางไหม!?”


-----------------------



[Daomu fic] เน็คไท



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
273 days left : สูท


เน็คไท
เมินโหยวผิง & อู๋เสีย & เซี่ยอวี่ฮัว
PG ใสๆ มุ้งมิ้งน่ารัก



วันนี้เป็นงานวันเกิดของท่านย่าฮั่ว ที่บ้านตระกูลฮั่วจัดงานใหญ่โต ซิ่วซิ่วส่งบัตรเชิญมาให้พวกเราสามคน ผม เมินโหยวผิง และนายอ้วนด้วย ผมคิดว่าความจริงแล้วท่านย่าฮั่วคงอยากเจอเมินโหยวผิง จึงชวนให้ไปร่วมงานวันเกิดแบบนี้

งานเลี้ยงเป็นงานหรูมาก คนที่จะไปต้องใส่สูทผูกไทให้เรียบร้อย ผมจึงตื่นมาแต่งตัวแล้วไปหานายอ้วนกับเมินโหยวผิงที่ปักกิ่งตั้งแต่เช้า

ปรากฏว่านายอ้วนตื่นสาย ผมไปถึงเขาเพิ่งลุกขึ้นอาบน้ำ ส่วนเมินโหยวผิงนั้นอาบน้ำเสร็จก่อนแล้วกำลังแต่งตัวแบบงกๆ เงิ่นๆ หยิบเน็คไทมาผูกเข้าผูกออกมั่วไปหมด

ผมก็ลืมไปว่าไอ้หมอนี่คงไม่ค่อยได้ใส่สูท ครั้งก่อนที่ไปภัตตาคารซินเยว่นายอ้วนคงจัดการให้ ครั้งนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมจึงเดินเข้าไปปัดมือเขาออกแล้วสอนเขาผูก คราวหน้าเผื่อมีโอกาสได้ออกงานอีกเขาจะได้ผูกเองเป็น

“นายต้องม้วนขึ้นทับแบบนี้ ให้มันเป็นสามเหลี่ยมแล้วก็สอดไปตรงนี้...”

ผมสอนเขาช้าๆ พอผูกเสร็จ ถามเขาว่าเข้าใจไหมเขาก็ไม่ตอบ ผมคิดว่าเขาเข้าใจจึงปล่อยเลยตามเลย หันไปเตะประตูห้องน้ำเร่งนายอ้วนแทน

กว่านายอ้วนจะแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จก็สายแล้ว เราสามคนไปถึงบ้านย่าฮั่วก็เกือบไม่ได้เข้าไปเพราะมาช้า ยังดีที่ซิ่วซิ่วเห็นว่าพวกเรายังไม่มาจึงออกมารอรับที่หน้าประตูด้วยตัวเอง

“พวกพี่มาช้าจัง” เธอบ่นแล้วเดินนำเราเข้าไปยังสวนหลังบ้านซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน ที่นี่กว้างขวางมาก มีโต๊ะจีนหลายชุดที่มีแขกซึ่งคงจะเป็นลูกหลานตระกูลฮั่วนั่งอยู่เต็มไปหมด ผมมองไม่เห็นที่ว่างเลย จนซิ่วซิ่วเดินนำเราเลาะไปตามโต๊ะ ผมจึงเห็นโต๊ะที่มุมหนึ่งยังว่างอยู่แต่มีคนนั่งอยู่คนหนึ่ง เข้าไปใกล้จึงเห็นว่าเป็นเสี่ยวฮัว

“ว่าไง” เสี่ยวฮัวยิ้มทักแล้วเชิญเรานั่ง เขานั่งไขว่ห้างเล่นมือถือ แต่งตัวไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ สวมเชิ้ตสีชมพู เน็คไทหลุดลุ่ย สูทตัวนอกก็ไม่ติดกระดุม ผมเห็นแล้วรู้สึกไม่เข้ากับเขาเอาเสียเลยจึงขมวดคิ้ว

“หืม?” เสี่ยวฮัวเห็นผมขมวดคิ้วมองก็ก้มดูตัวเอง พูดว่า “อ้อ อากาศมันร้อนก็เลยเผลอน่ะ” แล้วรูดเน็คไทขึ้นให้เรียบร้อย แต่ไม่รู้ว่ารูดยังไงมันถึงได้เละเทะหลุดลุ่ยกว่าเดิม เขาแกะเน็คไทออกแล้วผูกใหม่ ท่าทางเงอะงะแปลกๆ จนผมต้องทัก

“คุณชายเก้าอย่างนายไม่น่าจะผูกไทไม่เป็นนะ”

เขายิ้มแล้วยื่นสายเน็คไทมาให้ผม พูดว่า “นายน้อยสาม ผูกให้หน่อยสิ ฉันผูกไม่ถนัด”

ผมชั่งใจอยู่นาน ผู้ชายกับผู้ชายผูกไทให้กันมันจะดูน่าเกลียดไปไหม ผมมองหาตัวช่วยอย่างซิ่วซิ่วแต่เธอเดินไปรับรองแขกที่โต๊ะอื่นแล้ว มองๆ ดูโต๊ะนี้ก็ค่อนข้างลับตาคน แถมแขกในงานก็ไม่ค่อยมีใครสนใจใครด้วยก็เลยเอื้อมมือไปผูกเน็คไทให้เสี่ยวฮัว

ผมบ่นไปผูกเน็คไทให้เขาไป เขาเอาแต่หัวเราะในลำคอจนผมผูกเสร็จ เขาจึงยิ้มกว้างแล้วตักอาหารบนโต๊ะใส่ในจานให้เป็นเชิงขอบคุณ

ผมมองอาหารเบื้องหน้า หยิบช้อนและตะเกียบขึ้นมาตักอาหารกินบ้าง แต่กับข้าวคำแรกยังไม่ทันเข้าปาก เมินโหยวผิงที่นั่งอยู่อีกข้างก็สะกิดยื่นผ้าเส้นสีดำมาให้

ผมเพ่งดู ปรากฏว่าผ้าเส้นสีดำก็คือเน็คไทของเขานั่นแหละ ผมมองเขาอย่างงงๆ ว่ามันหลุดจากเชิ้ตเขามาอยู่ในมือเขาได้ยังไง เขามองหน้าผมนิ่งๆ แล้วพูดว่า “ผูกให้หน่อย”

ผมขมวดคิ้วอีกครั้ง จำใจต้องวางช้อนลงแล้วผูกเน็คไทให้เขาใหม่ ผูกไปบ่นไป “นี่นายยังผูกไม่เป็นอีกหรอ แล้วมันหลุดมาได้ยังไงเนี่ย นายไปดึงมันหรือเปล่า เอ๊ะ หรือก่อนออกจากบ้านฉันผูกไม่ดี...”

ตอนนี้เอง เสี่ยวฮัวที่นั่งอยู่จู่ๆ ก็ผุดลุกขึ้นอย่างแรงจนผมต้องหันไปมอง เขายิ้มให้แบบฝืนๆ พูดว่า “ไปห้องน้ำแป๊บนะ” แล้วเดินออกจากโต๊ะไปแบบฮึดฮัด

อะไรของเขา หรือจะปวดหนัก?

ผมส่ายหัวแล้วหันมาผูกไทให้เมินโหยวผิงต่อ

“เอ้า เสร็จแล้ว ห้ามดึง ห้ามจับ ห้ามขยับนะ ถ้ามันหลุดอีกฉันจะไม่ผูกให้ใหม่แล้ว” ผมบอก เมินโหยวผิงแค่ยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

จากนั้นเราก็ตักอาหารกินกัน แต่ช่วงที่มัวผูกเน็คไทอยู่นายอ้วนก็โซ้ยอาหารไปเกือบครึ่งแล้ว ผมจึงรีบโซ้ยบ้างก่อนที่จะไม่เหลืออะไรให้กิน พอกินเสร็จ เมินโหยวผิงก็ถูกย่าฮั่วเรียกไปพบดังคาด พอกลับมาเขาก็เดินดุ่ยๆ ไปยังทางออก พอผมถามว่าเกิดอะไรขึ้นเขาก็พูดแค่ว่า

“กลับบ้านกัน”

ผมไม่ถามต่อ เดินตามเมินโหยวผิงออกไปทันที รู้สึกเหมือนมางานเพื่อกินแล้วกลับ ดูน่าเกลียด แต่พวกผมกับย่าฮั่วก็ไม่ได้สนิทกันขนาดต้องใส่ใจเรื่องมารยาทระหว่างกัน แถมที่ย่าฮั่วต้องการคือพบเมินโหยวผิงซึ่งไม่รู้ว่าย่าฮั่วพูดอะไรกับเขาอีก ถึงทำให้เขาดูไม่ค่อยสบอารมณ์แบบนี้


เอาเถอะ ไว้กลับบ้านก่อนแล้วค่อยถามก็ได้


---------------------------------


[Daomu fic] วันที่ผมป่วย



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
275 days left : ป่วย


ป่วย
หวังเหมิง x อู๋เสีย
PG-13 ใสกิ๊ก


วันนั้นเป็นเช้าวันไหนผมจำไม่ได้ แต่ผมจำได้ว่ามันเป็นวันที่แย่ที่สุดวันหนึ่ง เพราะมันเป็นวันที่ผมป่วยหนัก ผมพยายามหาสาเหตุที่ตัวเองป่วยหนักได้ขนาดนี้ มันอาจจะเป็นเพราะสภาพอากาศในโลกปัจจุบันที่แย่ลงเรื่อยๆ หรืออาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้าและความเครียดสะสมของตัวผมเองก็เป็นได้

ผมตื่นมาพร้อมอาการหนักอึ้งทั่วร่างกาย รู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเอง ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นจากเตียง ผมจึงตัดสินใจโทรไปบอกหวังเหมิงว่าวันนี้จะไม่เข้าร้าน ผมไม่รู้ว่าเขาฟังเสียงอู้อี้ของผมรู้เรื่องหรือเปล่า แต่เมื่อได้ยินเขาพูดตอบกลับมายาวเหยียด ฟังไม่ได้ศัพท์ ผมจึงตัดสายทันทีแล้วนอนต่อ ถึงจะไม่อยากนอนแต่ว่าเปลือกตาของผมมันลืมไม่ขึ้นแล้ว

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ สัมผัสเย็นๆ ที่ใบหน้าปลุกผมให้ตื่นขึ้น ผมลืมตาอย่างยากลำบาก เห็นใครบางคนกำลังบิดผ้าขนหนูที่ชุ่มน้ำในกะละมังอยู่ข้างเตียง กระพริบตาสองสามครั้งก็พบว่าเป็นหวังเหมิง ผมขมวดคิ้วทันที

“นายมาได้ไง...” เสียงของผมแหบแห้งน่าเกลียดมาก หลังจากกระแอมไอสองสามทีจึงรู้สึกดีขึ้น “แล้วร้านล่ะ”

“ผมปิดร้านแล้วมาดูแลเจ้านายอยู่นี่ไง” เขาบอกแล้วถอยห่างจากเตียงทันทีเมื่อเห็นว่าผมจะลุกขึ้นไปตีเขา “เจ้านาย ปิดร้านวันเดียวก็ไม่เป็นไรหรอก ปกติก็ไม่มีลูกค้าอยู่แล้วจะเปิดไปทำไม...”

เขาหยุดพูดทันทีที่ผมทำตาเขียวใส่ ผมพยายามจะลุกขึ้นจากเตียงแต่เรี่ยวแรงยังไม่กลับมา มองนาฬิกาก็พบว่าเที่ยงแล้ว ข้าวเช้าไม่ได้กิน ท้องไส้ร้องครวญครางไปหมด

ผมนอนแผ่ลงบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน มองหวังเหมิงแล้วพูดว่า “หิว” เป็นนัยว่า ‘ไปหาอะไรมาให้ฉันกินซะ’

เขาทำหน้าแดง ยิ้มเขินๆ ให้แล้วเดินออกจากห้องไป สักพักก็กลับเข้ามาพร้อมชามข้าวต้ม นั่งลงข้างเตียงอย่างถือวิสาสะ ผมถลึงตาใส่เขา เขาจึงลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้นข้างเตียงแทน

ผมเอื้อมมือจะไปคว้าชามข้าวต้มจากหวังเหมิง แต่เขากลับยกหนี พูดว่า “เจ้านาย เป็นคนป่วยก็นอนนิ่งๆ เถอะ เดี๋ยวผมป้อนให้เอง” เขายิ้มแล้วตักข้าวต้มขึ้นยื่นใส่ปากผม

ผมอ้าปากจะด่าให้ว่าผมเป็นไข้ไม่ได้เป็นง่อย ตักข้าวกินเองได้ แถมผู้ชายกับผู้ชายมาป้อนข้าวดูแลกันแบบนี้มันขนลุก!

แต่ทันทีที่อ้าปาก หวังเหมิงก็ดันช้อนส่งข้าวต้มอุ่นๆ เข้ามา

“อ้าม~ นะครับเจ้านาย”

อ้าม~ พ่อง!

ผมอยากจะด่าแต่ปากเต็มไปด้วยข้าวต้ม ด้วยลำคอแหบแห้ง กว่าจะกลืนลงได้แต่ละคำใช้เวลาพอประมาณ พอกลืนลงได้ อ้าปากใหม่ หวังเหมิงก็ตักข้าวต้มยัดปากผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มชวนน่าเตะอีกครั้ง

ไอ้เด็กนี่!

ผมได้แต่ทนกลืนข้าวต้มที่เขาป้อนคำแล้วคำเล่า จนรู้สึกอิ่มแล้วถึงได้เบือนหน้าหนี

“อิ่มแล้วก็กินยานะเจ้านาย” หวังเหมิงทำท่าดี๊ด๊าดูน่าเตะ วางชามข้าวต้มลงข้างเตียงแล้วหยิบยาที่เอามาจากไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ยื่นให้ผม ผมมองดูอยู่ครู่หนึ่งก็จำได้ว่าเป็นยาลดไข้จึงคว้ามาใส่ปากแล้วรับน้ำมาดื่มตามลงไป

ผมกินยาเสร็จก็ล้มตัวลงนอน ไล่หวังเหมิง “นายไปได้แล้ว” แต่เขาทำหน้างง พูดว่า “ผมยังไม่ได้เช็ดตัวให้เลย เจ้านาย”

ผมหันขวับ บอกว่าไม่ต้อง แต่เขาไม่ฟัง บิดผ้าเช็ดตัวในกะละมังแล้วเดินเข้ามาจะถอดเสื้อผมออก ผมปัดเขาสุดกำลังแต่แค่แป๊บเดียวก็เหนื่อยหอบ จึงยอมปล่อยให้เขาเช็ดตัว

บางทีผมอาจจะมอบอำนาจที่ร้านให้เขามากไป จนตอนนี้เขาไม่ค่อยเชื่อฟังผมแล้ว แต่เอาเถอะ ถ้ามันไม่ก่อให้เกิดเรื่องแย่กับตัวผมและร้านก็ดีแล้ว

สัมผัสเย็นๆ สบายตัวชวนให้ความง่วงเริ่มครอบงำผมอีกครั้ง ผมจึงหลับตาลงปล่อยให้เขาเช็ดตัว

หวังเหมิงเช็ดตัวผมอย่างเชื่องช้า อ้อยอิ่ง แล้ววนไปวนมาที่เดิมหลายครั้ง ผมอยากจะบอกเขาว่าพอได้แล้วแต่เปลือกตากลับลืมไม่ขึ้น ได้แต่ปล่อยเขาทำไป แบบนี้ก็สบายดีเหมือนกัน

จนกระทั่งเขาเริ่มวนมาเช็ดแถวๆ เอว แล้วพยายามจะถอดกางเกงผม ผมลืมตาโพลง รู้สึกตื่นเต็มตาทันที มองหวังเหมิงที่กำลังดึงกางเกง เขาเห็นผมลุกขึ้นมามองก็ยิ้มแห้งๆ ใส่

“จะทำอะไร” ผมถามเสียงเข้ม

“ก็เช็ดตัวไง เจ้านาย”

ผมรีบบอก “ไม่ต้อง พอแล้ว” จากนั้นก็ยื้อกางเกงตัวเองคืนมา หวังเหมิงทำหน้าแปลกๆ ทีหนึ่งเหมือนน้อยใจ หันไปวางผ้าขนหนูใส่กะละมังแล้วยกออกไปนอกห้อง ผมมองตามจนเขาลับสายตาก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง


เด็กนี่ชักจะปีนเกลียวขึ้นทุกที เดี๋ยวถ้าหายดีแล้วผมคงต้องคิดเรื่องเงินเดือนที่เพิ่งเพิ่มให้เขาใหม่แล้ว


--------------------------

[Daomu fic] บุหรี่



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
276 days left : บุหรี่


บุหรี่
เมินโหยวผิง x อู๋เสีย
PG-13 มุ้งมิ้ง


ตอนที่ผมหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด เมินโหยวผิงก็มองอยู่ตลอดเวลา ผมจึงถามเขาว่ามีปัญหาอะไร แต่นอกจากเขาจะไม่ตอบแล้วยังเอื้อมมือมาฉกบุหรี่ไปจากมือผม แล้วคาบไว้ในปากตัวเองอีก

ผมขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ถ้าอยากสูบก็ขอดีๆ สิมาแย่งของคนอื่นทำไม

ผมเลิกสนใจเมินโหยวผิงแล้วหยิบบุหรี่มวนใหม่ขึ้นมาสูบ แต่ปรากฏว่าในซองไม่เหลือบุหรี่ซักมวน เมื่อเห็นดังนั้นผมก็หันกลับไปจ้องหน้าเมินโหยวผิง มองบุหรี่ในปากของเขาอย่างเสียดาย

เมินโหยวผิงรู้ตัวว่าผมมองอยู่ คว้าบุหรี่ออกจากปากโยนลงพื้น แล้วใช้เท้าเหยียบดับทันที ผมได้แต่อ้าปากค้างมองการกระทำของเขาโดยไม่ทันได้ห้าม

“นายแม่ง...เสียของชะมัด” ผมได้แต่บ่นฮึดฮัดทำอะไรไม่ได้ จะให้พุ่งเข้าไปหาเรื่องเขาก็ใช่เรื่อง ดีไม่ดีโดนอัดกลับแทนอีกต่างหาก

เห็นนายเมินโหยวผิงยังนิ่งเงียบ ผมก็บ่นต่อ “ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องสูบสิ นั่นมวนสุดท้ายแล้วด้วย กลางป่าเขาแบบนี้ฉันจะไปหาบุหรี่ได้จาก...”

ยังพูดไม่ทันจบเขาก็เดินเข้ามาคว้าตัวผม ขณะกำลังตกใจ เขาก็ทาบริมฝีปากลงมาทันที ส่งปลายลิ้นร้อนที่มีรสชาติของบุหรี่เจือจางแทรกเข้ามา

สติผมหลุดลอยทันที จนกระทั่งเขาถอนริมฝีปากออก สติผมถึงกลับคืนมา

“อยากสูบอีกไหม” เขาถาม ผมมองเขาอึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก เห็นเขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้งก็รีบร้องลั่น ยกมือขึ้นผลักเขาออกเป็นพัลวัน

“ไม่ ไม่! ไม่อยากสูบแล้ว!”


แต่สุดท้ายผมก็โดนเมินโหยวผิงก็ยัดเยียด ’บุหรี่’ ให้อยู่ดี


---------------------------

[Daomu fic] บุคคลที่สาม



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
281 days left : สาม

บุคคลที่สาม
เซี่ยอวี่ฮัว & อู๋เสีย
PG , Drama



*spoil*




เซี่ยอวี่ฮัวชอบอู๋เสีย...

เขาไม่รู้ตัวว่าเขารู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่...

อาจเป็นเพราะความไร้เดียงสาของอู๋เสียที่สั่นคลอนข้อปฏิบัติที่เขายึดมั่นมาตลอด

อาจเป็นเพราะการแสดงออกอย่างใสซื่อตรงไปตรงมา ต่างกับเขาที่เป็นนักแสดง เล่นละครหลอกลวงคนอื่นไปทั่ว

หรืออาจเป็นเพราะความอ่อนโยนและเอาใจใส่ที่สามารถกัดกร่อนจิตใจอันแข็งแกร่งได้...

เขาไม่แปลกใจเลย... ที่คนไม่สนโลก ทำหน้าตายอย่างกับรูปปั้นนั่นจะมอบรอยยิ้มให้กับอู๋เสีย ให้ความสำคัญมาก...

...จนต้องบอกลา


เซี่ยอวี่ฮัวคิดว่าสิบปีนี้คือโอกาสสำหรับเขา

หากแต่เขาก็ยังเป็นได้แค่เพื่อน...

...จนกระทั่งวันนั้นมาถึง...


'ทางนี้ออกเดินทางแล้ว เจอกันที่เอ้อร์เต้าไป๋เหอ'


ไม่เป็นไร...ถึงฉันจะเข้าไปแทรกระหว่างนายสองคนไม่ได้ แต่ขอให้ฉันได้อยู่ใกล้ๆ นายก็พอแล้ว...

อู๋เสีย...สิบปีมันไม่นานเท่าชั่วชีวิตหรอกนะ...


---------------------


[Daomu fic] ระหว่างเราสองคน



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
282 days left : สอง

ระหว่างเราสองคน
เมินโหยวผิง x อู๋เสีย
PG , Drama



ผมไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเมินโหยวผิงนั้นคืออะไร...

บางเวลาก็เหมือนเราสนิทกัน แต่บางเวลาก็เหมือนเราเป็นแค่คนรู้จักกันเท่านั้น

ผมมองเห็นเขาเป็นเพื่อน เป็นมิตรสหายที่เคยร่วมฝ่าฟันอันตรายด้วยกันมา

แล้วเขาล่ะ? เห็นผมเป็นเพื่อนบ้างหรือเปล่า?

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเราสองคนได้ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันแล้ว...


ด้วยสายสัมพันธ์ปริศนาที่แสนเบาบางและอาจขาดสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ



ความสัมพันธ์ที่เป็นดั่งเส้นใยบางเบา...

เพียงแค่ตัดสินใจ มันก็ขาดสะบั้นลงได้ง่ายดาย...

แล้วทำไมหัวใจของเขาถึงเจ็บปวดทุกครั้งที่เส้นใยเส้นนั้นสั่นไหว?

คงเพราะเส้นใยเส้นนั้นสำคัญเกินไป...


เขาจึงได้เอ่ยคำลา



-----------------------------


[Daomu fic] หนึ่งชีวิต


Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
283 days left : หนึ่ง


หนึ่งชีวิต
เมินโหยวผิง&อู๋เสีย
PG , Drama


*spoil*



- อู๋เสีย


บางครั้งผมก็คิดสงสัย ว่าหนึ่งชีวิตของคนเราจะใช้ได้คุ้มค่าสักแค่ไหน

บางคนอายุสั้นแต่ก็ใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้ว แต่บางคนอายุยืนยาว ยังต้องมาตายจากไปอย่างค้างคา

เวลาที่ผมคิดเรื่องนี้ ผมก็พลันเห็นใบหน้าของคนรู้จักที่ตายไปแล้วแวบเข้ามาในหัว

พานจื่อ...เขาได้ใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้วหรือยังนะ?

ย่าฮั่ว...ท่านอยู่มานาน แต่ก็ต้องตายไปอย่างไม่สงบสุข

ยังไงก็ตาม ผมก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป ใช้ชีวิตต่อไป...

เพื่ออีกหนึ่งสิบปี...


หากนายใช้หนึ่งชีวิตของนายเพื่อสิบปีที่ไร้เดียงสาของฉัน

ฉันก็จะใช้หนึ่งชีวิตของฉันเพื่อเปลี่ยนรอยยิ้มไม่ทุกข์ร้อนหนึ่งร้อยปีของนาย




- เมินโหยวผิง


หนึ่งชีวิตของเขา มีไว้เพื่อปกป้องความลับอันยิ่งใหญ่แสนสำคัญ

แม้จะมีบางช่วงเวลาที่เขาลืมเลือนตัวตนของตัวเองไป แต่เขาก็ยังรู้ว่าตัวตนของเขา มีหน้าที่ต้องปกป้องสิ่งสำคัญ...

...เขาจึงได้ออกเดินทาง

เขาออกเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตัวตนของเขากลับมา

แต่ในระหว่างการเดินทางนั้น เขาก็ได้พบกับสิ่งสำคัญ...

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้ตัวตนกลับคืนมา

แต่ว่าความรู้สึกของเขากลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...

เขารู้สึกว่าหนึ่งชีวิตของเขานั้น มีไว้เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ

สิ่งสำคัญ ที่แสนสำคัญยิ่งกว่าความลับหนึ่งพันปี...

ตอนนี้ เขารู้หน้าที่ของเขาแล้ว


หนึ่งชีวิตของเขามีไว้เพื่อแลกกับความไร้เดียงสาสิบปีของใครคนหนึ่ง...


--------------------------------------


[Daomu fic] ด้วงกับจอมโจรแห่งสุสาน



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
285 days left : ด้วง


ด้วงกับจอมโจรแห่งสุสาน
เมินโหยวผิง x อู๋เสีย , ด้วง x อู๋เสีย
PG ใสสุดๆ


“ว้ากกกกกกกก!!!”

ผมแหกปากร้องลั่นอย่างควบคุมไม่อยู่พร้อมกับวิ่งตะบึงไปตามทางเดินสุสานอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมเหลือบไปมองด้านหลัง ด้วงศพฝูงมหึมาบินกรูเต็มทางเดินไล่หลังมาติดๆ!

ไอ้แมลงผีพวกนี้มันมาจากไหนกันเยอะแยะนะ!

ผมวิ่งไปพลางเหลือบมองด้านหลังไป ด้วงปริมาณขนาดนั้นแค่ห้านาทีผมก็คงไม่เหลือซาก ยิ่งตอนนี้อยู่ตัวคนเดียว อาจตายโดยไม่ได้บอกลาใครเลยก็ได้

“ชิบหาย!” ผมสบถลั่นเมื่อเห็นว่าทางด้านหน้าเป็นทางตัน

แบบนี้มีแต่ตายกับตาย!

ผมหันหลังชนผนังอย่างจำใจ ค่อยๆ มองฝูงด้วงคืบคลานเข้ามาใกล้ ยิ่งมันมาใกล้ เสียงตีปีกและเสียงแกรกกราก ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่ากลัว ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงประหลาดดังแว่วมาด้วย

นายน้อย...

เสียงเรียก!

ผมเพ่งสมาธิฟังเพื่อหาต้นเสียงทันที เมื่อฝูงด้วงเคลื่อนมาใกล้ เสียงนั้นก็ยิ่งดังขึ้น

นายน้อย...

ชัดเลย เสียงนี้ดังมาจากฝูงด้วง!

ผมกวาดตามอง ไม่มีทางที่จะมีใครอยู่รอดได้ในฝูงด้วงแน่! หรือว่า...นี่ก็คือเสียงของด้วง!

แม่เจ้าโว้ย ด้วงพูดได้! ผมควรจะดีใจมั้ยที่ค้นพบด้วงพูดได้แล้วก็กำลังจะโดนด้วงพวกนี้รุมทึ้งจนตาย!

ตอนนี้ฝูงด้วงมาถึงตัวผมแล้ว ต่างไต่ขึ้นมาตามกางเกง ผมยังอยากมีชีวิตอยู่จึงดิ้นรนทั้งปัดทั้งกระทืบเป็นพัลวัน ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นต่อไปโว้ย!

นายน้อย <3

เมื่อได้ยินเสียงของด้วงใกล้ๆ ชัดๆ ก็พลันรู้สึกขนลุก แถมยังแว่วๆ เหมือนได้ยินเสียงหอบหายใจประหลาดๆ ด้วย

เชี่ย! ด้วงพวกนี้จะพิลึกเกินไปแล้ว!

“โอ๊ย!” ผมสะดุ้งเมื่อมีด้วงตัวหนึ่งมุดเข้าไปใต้เสื้อแล้วกัดที่เอว ในเวลาเดียวกัน ในกางเกงก็รู้สึกเหมือนมีด้วงไต่อยู่สองสามตัว

ไอ้ด้วงพวกนี้! จู่โจมแต่ใต้ร่มผ้าหรือไง!

ด้วงจำนวนมากไต่อยู่ตามตัวผม ในที่สุดผมก็ล้มลงไปนอนดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้น เกือบจะจมไปในฝูงด้วง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงบางอย่างดัง ฟุ่บ พร้อมกับฝูงด้วงที่กำลังรุมโทรมผมพากันแตกฮือ

เมินโหยวผิง!

ผมเห็นเมินโหยวผิงกำลังยืนมองมาที่ผม เขาเปลือยอก เสื้อหายไปไหนไม่รู้จึงทำให้เห็นว่าทั่วตัวเขามีแผลถลอกเต็มไปหมด

“นายมะ...อ๊ะ!” ผมกำลังจะอ้าปากถามเข้าว่ามาได้ยังไง ด้วงที่ยังอยู่ในเสื้อก็กัดอีกที ผมล้วงเสื้ออย่างเอาเป็นเอาตาย เมินโหยวผิงเห็นดังนั้นก็ตรงเข้ามา กระชากเสื้อผมขาดแล้วแกะด้วงตัวนั้นออกให้

ผมถามเขาว่ามาได้ยังไง เขาชี้ขึ้นไปด้านบน ที่แท้ด้านบนมีช่องลับ เขากระโดดลงมาจากตรงนั้น แล้วผมก็ขอบคุณเขา แต่เขาเอาแต่มองตัวผมแล้วขมวดคิ้ว ผมแปลกใจจึงก้มมองดูสภาพตัวเองบ้าง

แม่ง! ไอ้ด้วงตัวนั้นมันกัดผมเป็นรอยทั่วตัวอย่างกับรอยจูบ!!

“เชี่ย!” ผมด่าออกมา ตอนนี้สภาพผมเหมือนเพิ่งทำรักมาหมาดๆ น่าอัปยศที่สุด! ผมยกมือขึ้นกอดอกตัวเอง เสื้อถูกนายเมินโหยวผิงกระชากขาดแล้วจะเอาอะไรใส่ปิดรอยอัปรีย์พวกนี้!

เมินโหยวผิงยังคงมองผม พูดขึ้นว่า “ในกางเกงนาย มีอีกตัว” แล้วทำท่าจะเข้ามากระชากกางเกงผม

“เฮ้ย! ไม่! ไม่ต้อง! เดี๋ยวฉันถอดเอง!! เดี๋ยว...!!!!” ผมร้องลั่นห้ามเขา แต่เข้าไม่ฟังสักนิด นึกในใจว่าแย่แล้ว ถ้าเขากระชากกางเกงผมขาดไปอีก ผมมิเปลือยล่อนจ้อนเลยหรือ!

แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกหวาดกลัวเมินโหยวผิงที่รอยสักขึ้นเต็มตัวเมื่อไหร่ไม่รู้ยิ่งกว่าตอนเจอฝูงด้วงเสียอีก!


คราวหน้าถ้าไปคว่ำกรวยแล้วเจอด้วงพวกนี้อีกผมจะชิงฆ่าตัวตายก่อน แม่งเอ๊ย!


---------------------------------


[Daomu fic] ฟองนม



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
286 days left : นม

ฟองนม
เซี่ยอวี่ฮัว x อู๋เสีย
PG ใสๆ มุ้งมิ้ง


ในเวลาบ่าย ผมกำลังเดินตากแดดอยู่ข้างถนนเพื่อไปยังร้านคอฟฟี่ช็อปกลางเมือง เนื่องจากจู่ๆ เสี่ยวฮัวก็โทรศัพท์มาบอกว่าเขาแวะมาทำธุระที่หังโจว เลยอยากเจอหน้าผมหน่อย พอผมถามว่าทำไมไม่ไปหาผมที่ร้านเอา เขาก็บอกว่าเขาอยากกินคาปูชิโน่เย็นๆ ผมก็เลยต้องไปหาเขาที่ร้านคอฟฟี่ช็อปแทน

ผมไม่ค่อยได้เข้าร้านคอฟฟี่ช็อปสักเท่าไหร่เลยไม่ค่อยรู้ที่ตั้ง แต่ชื่อร้านที่เสี่ยวฮัวบอกมาก็พอมีชื่อเสียงอยู่บ้างผมจึงหามันเจอได้ไม่ยาก

พอไปถึงร้าน เห็นเสี่ยวฮัวนั่งอยู่ที่โต๊ะริมถนนหน้าร้านพอดี เขาโบกมือให้ ผมจึงสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหา แต่เมื่อเห็นร้านชัดๆ ผมก็พลันชะงักฝีเท้าแทบอยากหันหลังกลับทันที...

ไอ้ร้านคอฟฟี่ช็อปสีชมพู บรรยากาศสาวน้อยนั่นมันอะไรน่ะ!

คอฟฟี่ช็อปร้านนี้เต็มสีชมพู สีชมพู และสีชมพู! ไล่ระดับสีตั้งแต่สีชมพูอ่อน ชมพูเข้ม ยันสีบานเย็น! แถมยังมีของประดับตกแต่งเป็นรูปดาว รูปหัวใจ แล้วก็รูปดอกกุหลาบอีก!

ผมเหลือบมองเข้าไปในร้านผ่านกระจกใส เห็นมีแต่คู่รักกะหนุงกะหนิงกับกลุ่มสาวน้อยวัยแรกแย้มที่นั่งอยู่เท่านั้น ผมเบนสายตากลับมาทางเสี่ยวฮัว ด้านหน้าร้านมีเพียงโต๊ะเขาโต๊ะเดียวที่มีคนนั่ง...

เสี่ยวฮัว! จริงๆ แล้วนายเป็นสาวน้อยหรือไงกัน!

ผมพ่นลมอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะเดินไปหาเขาที่โต๊ะ

“นายเลือกร้านได้ห่วยแตกมาก” ผมทัก

“ทำไมล่ะ บรรยากาศออกจะดี”

“ดีกับผี!” ผมบ่น เขาแค่ยิ้มกว้างแล้วดันคาปูชิโน่เย็นที่ยังเต็มแก้วมาเบื้องหน้าผม ผมเห็นเบื้องหน้าเขามีแก้วคาปูชิโน่ที่พร่องไปครึ่งหนึ่งแล้ววางอยู่ แปลว่าแก้วนี้เขาสั่งเผื่อผม?

“ขอบคุณ” ผมกล่าวก่อนจะยกแก้วคาปูชิโน่เย็นๆ ขึ้นมาซดอึกๆ ดับร้อนโดยไม่ใช้หลอด

“อร่อยมั้ย?” เขาถาม ผมเลียริมฝีปากแล้ววางแก้วลง “ก็อร่อยดี แต่ฟองนมเยอะไปหน่อยนะ”

เขามองหน้าผมแล้วหัวเราะลั่น ผมแปลกใจ หรือผมพูดอะไรผิด ก็ฟองนมมันเยอะเกินไปจริงๆ นี่นา

ผมขมวดคิ้ว อ้าปากจะถาม แต่เสี่ยวฮัวกลับลุกจากเก้าอี้โน้มตัวมาหาผม ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าเขาจะทำอะไร ใบหน้าของผมก็ถูกเชิดขึ้นเล็กน้อยแล้วเสี่ยวฮัวก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้

ในวินาทีที่ผมกำลังมึนงง เสี่ยวฮัวก็ใช้ลิ้นแตะลงที่ริมฝีปากบนของผม ตวัดเลียหนึ่งทีแล้วจูบเบาๆ ก่อนจะถอนหน้าออกไป

ฮะ...เฮ้ย!

ผมตกตะลึงตาค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วครู่ เสี่ยวฮัวนั่งลงที่เดิมแล้วพูดว่า “ฟองนมเลอะแน่ะ” ก่อนจะยิ้มให้แบบมีเลศนัย จากนั้นก็เลียริมฝีปากอีกหนึ่งที เท่านั้นแหละ หน้าผมก็ร้อนผ่าวจนเผลอเบือนหน้าหนีโดยอัตโนมัติ

บ้าเอ๊ย เสี่ยวฮัว! นายทำบ้าอะไรวะ! แล้วฉันจะเขินทำไม...!

ความคิดผมพลันหยุดชะงักลงอีกครั้งเมื่อเหลือบไปเห็นคนที่นั่งดื่มกาแฟอยู่ในร้านกำลังมองมาที่ผม สายตานับสิบคู่จ้องมองมาด้วยหลากอารมณ์ บางคนมองแบบอึ้งๆ บางคนมองแล้วยิ้ม แถมยังมีบางคนยกนิ้วโป้งให้ด้วย

เฮ้ย! อย่าบอกนะว่าที่เสี่ยวฮัวทำเมื่อกี้ พวกเขาเห็นหมดน่ะ!

“ฮะฮะ อู๋เสียดูสิ พยานรักของเราเต็มเลย” เสี่ยวฮัวหัวเราะขึ้น

ผมหน้าดำหน้าแดง ทั้งโกรธ ทั้งเขิน ทั้งอาย ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วบอกเขาว่า


“ฉันกลับล่ะ! ถ้านายอยากเจอหรืออยากคุยกับฉันก็ให้ไปหาที่ร้านเอง! ฉันจะไม่มาหานายแล้ว!!”


--------------------------------




[Daomu fic] เมา



Fic - Daomubiji บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
#dmbjdaily
287 days left : เบียร์

เมา
เมินโหยวผิง x อู๋เสีย
PG


บรรยากาศที่ปักกิ่งผู้คนยังคงพลุกพล่านเหมือนเคย วันนี้ผมมาที่นี่เพราะนายอ้วนก็โทรศัพท์มาหาผม หลังจากเมินโหยวผิงออกจากโรงพยาบาลพักอยู่กับนายอ้วนได้ไม่กี่วัน

“ไหนๆ น้องเสี่ยวเกอก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ก่อนที่เราจะออกเดินทางอีกครั้ง เสี่ยอ้วนขอก๊งให้เต็มที่หน่อยเถอะ”

ผมคิดว่าก็ดีเหมือนกัน ดื่มให้เมามายก่อนจะกลับสู่วังวนแห่งปริศนาอีกครั้ง จึงตอบตกลง

เมื่อไปถึงบ้านของเขา บ้านของเขาแค่สี่สิบกว่าตารางวาอย่างที่บอก มันดูเล็กก็จริงแต่ก็ไม่ได้คับแคบอะไรมากนัก เขาตั้งโต๊ะเล็กๆ กลางบ้าน มีอาหารไม่กี่อย่าง แล้วผมก็เหลือบไปเห็นกองขวดเบียร์หลายสิบขวด นึกในใจว่า นายอ้วนนี่กะไม่เมาไม่เลิกหรือไง

พวกเรากินไป ดื่มไป ขุดคุ้ยเรื่องนู้นเรื่องนี้มาฝอยกันอย่างเมาและมัน แต่ดูเหมือนจะมีแค่ผมกับนายอ้วนเท่านั้นที่เมาและมัน เพราะเมินโหยวผิงเอาแต่กินอาหารเงียบๆ นายอ้วนก็คงสังเกตเห็นเหมือนกันจึงพูดขึ้น

“น้องเสี่ยวเกอ ไม่เอาสักหน่อยหรือ”

นายอ้วนยื่นขวดเบียร์ให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ผม เมินโหยวผิงมองขวดในมือนายอ้วนนิ่งๆ ผมคิดว่าอย่างหมอนี่ขนาดบุหรี่ยังคว้าไปเคี้ยว ยื่นเบียร์ให้เขาไม่เอาไปอาบเล่นหรอกหรือ

“เสี่ยวเกอไม่สนหรอกนายอ้วน ของไม่มีประโยชน์เขาไม่เอาเข้าปากหรอก” พูดจบผมก็หัวเราะ รู้สึกว่าจะเริ่มเมาแล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองหัวเราะทำไม

แล้วผมก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเมินโหยวผิงคว้าขวดเหล้าในมือนายอ้วนไปกระดกเข้าปาก จากนั้นผมกับนายอ้วนก็ระเบิดหัวเราะลั่น

ท่าทางหลังจากออกจากโรงพยาบาลมา สติสตังของหมอนี่ยังไม่กลับมาจริงๆ ด้วย

ผมส่ายหัวแล้วก็หันไปเปิดประเด็นฝอยกับนายอ้วนต่อ ไม่ได้สนใจคนข้างๆ อีก เวลาผ่านไปนานแค่ไหนจำไม่ได้ ผมรู้สึกสะลึมสะลือ เหมือนนั่งสัปงกอยู่สักพัก พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นนายอ้วนหงายท้องนอนกอดขวดเหล้าไปแล้ว

ผมส่ายหัวไล่ความง่วงและความมึน พอตั้งสติได้เล็กน้อยก็รู้สึกถึงน้ำหนักกดทับบนหน้าตัก ผมจึงก้มมองดูแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง สติกลับมาแจ่มชัดในทันที

บนหน้าตักของผมมีศีรษะของเมินโหยวผิงนอนหนุนอยู่!

ด้วยความตกใจผมรีบดันหัวเขาออกทันที แต่ว่าดันเท่าไหร่หัวเขาก็ไม่หล่นจากตักผม ตอนนี้เองผมเพิ่งสังเกตเห็นว่ามือของเขารัดเอวผมไว้ด้วย!

ผมอ้าปากค้าง พยายามปลุกคนที่กำลังนอนหนุนตัก ทั้งเขย่า ทั้งเรียก ตบแก้มก็แล้ว แต่ปฏิกิริยาของเขามีแค่ขมวดคิ้วเหมือนคนนอนฝันร้ายแล้วก็เอาหน้าซุกไซ้กับตักของผมแล้วนอนต่อ

โอย...อยากจะบ้าตาย...

แต่ปกติเขาไม่ใช่คนหลับลึกขนาดนี้นี่ ผมกวาดสายตาแล้วก็เห็นขวดเหล้านอนกลิ้งอยู่ข้างๆ ตัวเขา ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย อย่าบอกนะไอ้หมอนี่...

เมา?!

ผมลองแกะมือเขาพยายามลุกขึ้น แต่เขากลับยิ่งรัดผมแน่นขึ้นไปอีก ผมลองหลายวิธีอยู่นานมากแต่ก็ไม่สามารถจะสลัดเขาหลุดไปได้เลย

เมินโหยวผิง! นายเป็นปลาหมึกหรือไงกัน!

เพราะออกแรงมากไป อีกทั้งด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้ผมเริ่มมึน ความง่วงเริ่มเข้าจู่โจมอีกครั้ง อารมณ์หงุดหงิดก็ตามมาเนื่องด้วยอยากนอนแต่ไม่ได้นอน ผมจึงเลิกจะสนใจไอ้ปลาหมึกบนตักแล้วเริ่มหาที่ทางเพื่อนอนบ้าง


เออ! อยากเกาะก็เกาะไป ฉันก็จะนอนมันทั้งอย่างนี้ล่ะ!


------------------------------------